
ธุรกิจจากตำราจีน 2 เล่ม
ดร.ภวัฒน์ ย้ำเสมอว่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจในมือเกิดจากตำราภาษาจีน2 เล่ม และด้วยความที่ตัวเองเป็นนักศึกษาอยู่เสมอ
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ดร.ภวัฒน์ ย้ำเสมอว่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจในมือเกิดจากตำราภาษาจีน2 เล่ม และด้วยความที่ตัวเองเป็นนักศึกษาอยู่เสมอ เขาจึงให้ความสำคัญกับการรู้ภาษามากกว่าแค่ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ และได้อบรมบ่มนิสัยนี้ให้เกิดขึ้นในตัวพนักงาน ไม่ใช่เพื่อบริษัท แต่เพื่อเป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ดีของประเทศไทยและของโลกอย่างแท้จริง
“ผมพยายามพัฒนาคนของผมเข้าไปสู่ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล โดยการอีเมลสั่งงานเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และลูกน้องทุกคนก็ต้องตอบผมกลับเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน ไม่ใช่ว่าผมอยากใช้ภาษาอังกฤษมากเสียจนหลงลืมภาษาไทย แต่เพราะโลกสมัยนี้ก้าวไปข้างหน้าไม่เว้นแต่ละวัน จนเดี๋ยวนี้ลูกน้องผมเริ่มใช้ภาษาอังกฤษคล่องขึ้นเยอะ อีกอย่างองค์กรนี้สร้างขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งเพราะภาษา จากการที่ผมหมั่นศึกษาภาษาจีนเองจนสามารถอ่านตำราการทำยางที่เป็นภาษาจีนได้ จนทำให้มีทุกวันนี้
Know How เกิดขึ้นจากความรู้และความชำนาญในภาษาโดยแท้ ซึ่ง Know How ของผมคือภาษาจีน ผมเคยเดินทางไปกว่า 20 มณฑลของจีนเพื่อขายสินค้าของบริษัท ผมต้องไปบรรยายให้วิศวกรจีนฟัง ต้องพูดภาษาจีนปนภาษาอังกฤษบ้างเพื่อสร้างเทคนิคในการดึงดูดใจ การที่ผมลงมือขายสินค้าเอง เดินทางไปสร้างโรงงานเอง ทำให้ผมรู้ลึก รู้จริง และมีความพร้อมในการพัฒนาองค์กรโดยละเอียดทุกขั้นตอน”
“นอกจากนี้ ทุกปีผมจะทำข้อสอบสุ่มไปยังแต่ละแผนก เรียกว่าเป็น ข้อสอบจากประธานกรรมการบริหาร ให้ทั้งแผนกช่วยกันคิด วิเคราะห์ หาคำตอบมาส่งผมให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งราคา ข้อสอบทางบัญชี ข้อสอบด้านอัตรากำไร การตลาด แม้กระทั่งข้อสอบในด้านความคิด ซึ่งผมใช้เหตุและผลเป็นตัวตัดสินคำตอบของพนักงาน ถ้าเหตุผลในคำตอบของคุณดีกว่าสิ่งที่ผมคิด ผมกล้าซื้อคำตอบนั้น ผมเชื่อและเคารพความคิดของลูกน้อง
ด้วยวิธีนี้นอกจากจะทำให้พวกเขามีความตื่นตัวและกระตือรือร้นในการทำงาน ยังทำให้ผมได้ข้อมูลใหม่ๆ ในการเรียนรู้เยอะแยะมากมายตามไปด้วย เวลาผมออกข้อสอบแต่ละปีทุกแผนกจะเตรียมค้นหาข้อมูลเพื่อตอบข้อสอบอย่างโกลาหล เชื่อไหมว่าบางบริษัทเจ๊งเพราะตั้งราคาไม่ถูก คิดกำไรไม่เป็น ในเรื่องเทคนิคก็ต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งจึงทำให้เราตั้งหน่วยงานที่ชื่อ EPG Innovation Center ขึ้น เพื่อรวบรวมกลุ่มนักวิจัย วิศวกร นักวิชาการต่างๆ มารวมตัวขึ้นเป็นศูนย์นวัตกรรมของเรา ปัจจุบันเรามีนักวิจัยกว่า 20 คนที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ประจำการในหน่วยงานนี้ ทำให้เราลงลึกในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
หลักในการบริหารปกครองที่ ดร.ภวัฒน์ ยึดถือส่วนหนึ่งอิงมาจากหลักการในแบบสังคมนิยม เนื่องจากความรักในการอ่านและศึกษาผ่านตัวหนังสือมาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งหนังสือส่วนมากในยุคนั้นมักเป็นหนังสือแนวปฏิรูปสังคม นำเสนอเรื่องความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำภายในสังคม เรื่องของนายทุน และศักดินา ดร.ภวัฒน์ จึงนำข้อดีของระบบสังคมนิยมมาปรับใช้ในการปกครองพนักงาน ภายใต้แนวคิดของการแบ่งปัน และไม่เอาเปรียบ โดยเน้นหลักปรัชญาที่ว่า “รับจากสังคม คืนสู่สังคม”
จากหลักการสู่การดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ในแง่ของการมอบทุนการศึกษาสนับสนุนปีละเกือบ 1,000 ทุนในปีนี้แก่ลูกหลานของพนักงานตั้งแต่ปี 2531 หรือโครงการ 200 : 1 คือในจำนวนพนักงาน 200 คน จะได้รับทุนการศึกษาอย่างน้อยที่ทางบริษัทส่งเสียให้เรียนเต็มจำนวนตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท ไปจนถึงปริญญาเอก ตามความสามารถของเจ้าตัว
แม้ ดร.ภวัฒน์ จะมีบทบาทอย่างมากในการต่อยอด และพัฒนาธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มบริษัทตะวันออกโปลีเมอร์ฯ กระนั้นต้องไม่ลืมว่า เขาและน้องๆ ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในหลายบริษัทในเครือ คือทายาทรุ่นที่สองในการบริหารงานถัดจากซิวซี แซ่ตั้ง ผู้ที่ถือเป็นต้นตำรับในการก่อร่างสร้างอาณาจักรแห่งนี้ขึ้นด้วยสองมือและหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองอย่างแท้จริง
เมื่อทายาทรุ่นที่สองช่วยกันพัฒนาและต่อยอดความสำเร็จขององค์กรที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การวางอนาคตให้ทายาทรุ่นที่สามในการบริหารจึงเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนและคาดการณ์อนาคตล่วงหน้า ท่ามกลางความแตกต่างหลายด้าน ในการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นสู่รุ่น
(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์หน้า)







