
ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง พรรคพวก ก๊กก๊วน
บทความวันนี้เขียนด้วยความอาลัยศาสตราจารย์พัทยา สายหู นักสังคมวิทยาเลื่องชื่อของไทย
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
บทความวันนี้เขียนด้วยความอาลัยศาสตราจารย์พัทยา สายหู นักสังคมวิทยาเลื่องชื่อของไทย
ในช่วงรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร (2508-2515) ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีอาจารย์หนุ่มนักเรียนนอกที่มีชื่อเสียงอยู่ 3 คน มีนามเรียกตามชื่อสกุลว่า “โฉมฉาย สายหู ชูโต” คือท่านอาจารย์ประชุม โฉมฉาย สอนกฎหมาย ท่านอาจารย์พัทยา สายหู สอนสังคมวิทยา และท่านอาจารย์สมศักดิ์ ชูโต สอนการเมืองการปกครอง ผู้เขียนได้เป็นนิสิตที่คณะรัฐศาสตร์นี้ใน ปี 2519 แม้ไม่ได้เรียนกับท่านโดยตรง แต่ก็ได้อาศัยตำราของท่านสร้างรากฐานทางวิชาการมาจนถึงทุกวันนี้
ท่านอาจารย์พัทยา ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงวันที่ท่านเสียชีวิตนั้นท่านก็ยังทำงานให้กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบัณฑิตศึกษา ดูแลการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและเอกของ มสธ. รวมถึงเป็นกรรมการในการผลิตชุดวิชาเพื่อใช้เรียนและสอนของมหาวิทยาลัยอีกหลายชุด รวมทั้งของสาขาวิชารัฐศาสตร์ที่ผู้เขียนทำงานอยู่นี้ด้วย คนใน มสธ.จะเห็นท่านสวมเสื้อผ้าไทยสีหม่นๆ สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ เดินไปตึกโน้นตึกนี้เพื่อร่วมประชุมอย่างเข้มแข็ง แต่ก่อนท่านจะไม่ชอบขึ้นลิฟต์ แต่ระยะหลังด้วยความห่วงใยของหลายคนที่เป็นห่วงข้อเข่าของท่าน ท่านจึงยอมใช้ลิฟต์ ท่านมาทำงานโดยรถสาธารณะ แม้ทางมหาวิทยาลัยจะให้รถไปรับก็ไม่เอา ชอบทานข้าวและนั่งสงบๆ คนเดียว ท่านเป็นคนตัวเล็ก รูปร่างสันทัดค่อนข้างผอม ผมขาว และใส่แว่นตลอดเวลา คนที่ไม่รู้จักท่านอาจจะมองว่าท่านคงจะเพิ่งเกษียณ เพราะท่าทางที่แข็งแรงกระฉับกระเฉงของท่าน และท่านสอนหลานให้เรียนหนังสือที่บ้านที่เรียกว่า Home Schoo
ผู้เขียนเคยร่วมประชุมกับท่านหลายครั้ง ทั้งในคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยและในกรรมการผลิตชุดวิชา ในช่วงปี 2547-2551 ที่ผู้เขียนเป็นคณบดีของสาขาวิชารัฐศาสตร์ ได้เชิญท่านมาเป็นคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรที่เป็นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเพื่อรักษามาตรฐานทางวิชาการที่จะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ 5 ปี รวมถึงเชิญมาเป็นกรรมการในการเขียนเนื้อหาในชุดวิชาพื้นฐานสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองของไทยด้วย
ชุดวิชาของ มสธ.จะเป็นเอกสารการสอนสำเร็จรูปที่นักศึกษาสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง มีชุดวิชาละ 15 หน่วยการเรียน หรือ 15 บท ถ้าเป็นตำราวิชาการทั่วๆ ไป มีแบบประเมินผลตนเองก่อนและหลังเรียน มีกิจกรรมมอบหมายให้ทำ และมีการให้แหล่งวิชาการเพื่อการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งผู้เขียนจะต้องมีความเชี่ยวชาญและรอบรู้มาก โดยจะเชิญนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญจากทั่วประเทศมาร่วมเขียนขึ้น
เรา (คณะกรรมการกลุ่มผลิตชุดวิชาพื้นฐานทางสังคมฯ) มอบหมายให้ท่านอาจารย์พัทยาเขียนหน่วยที่ 1 ในชื่อหน่วยว่า “สังคมไทย” เพื่อให้ท่านให้ภาพรวมที่เรียกว่า Overview หรือฉายภาพกว้างๆ เกี่ยวกับสภาพการณ์ต่างๆ ในสังคมไทย ซึ่งท่านก็เริ่มต้นอธิบายแนวคิดของท่านว่า สังคมทุกสังคมเริ่มต้นจากครอบครัว (“สังคม” แปลว่า “ที่ที่คนมาอยู่ร่วมกันด้วยเป้าหมายต่างๆ ของกลุ่มสังคมนั้นๆ” โดยมี “ครอบครัว” เป็นสังคมในระดับที่เล็กที่สุด และระบบนานาชาติหรือ “สังคมโลก” เป็นสังคมที่ใหญ่ที่สุด) เพราะฉะนั้นครอบครัวคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ รวมถึงในทางการเมืองการปกครองนั้นด้วย
สังคมไทยเป็นสังคมที่เน้นความเป็นเครือญาติ แบบที่เรียกว่า “สังคมขยาย” ทั้งยังเป็น “สังคมเปิด” คือสามารถเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงสถานะต่างๆ ได้ง่าย สังคมไทยนั้นไม่มีชนชั้น ที่ไปจัดเป็นชนชั้นต่างๆ เช่น ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง ก็เป็นการใช้เกณฑ์ของศักดินาแบบฝรั่ง หรือของไทยถ้าจะมี เช่น ศักดินาแบบบ่าวไพร่หรือเจ้าขุนมูลนาย ก็เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจทางการเมืองที่จัดระบบขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมคน เอาเข้าจริงแล้วสังคมไทยนั้นมีลักษณะ “พวกพ้อง” หรือที่คนจีนเรียกว่า “ก๊กก๊วน” นั่นมากกว่า
สังคมแบบพวกพ้องเกิดจากครอบครัวที่เน้นความสัมพันธ์ของความเป็นเครือญาติ เน้นการพึ่งพิงช่วยเหลือ โอบอุ้มอุปถัมภ์ มีความแนบแน่นยั่งยืน แบบที่เรียกว่า “ฟันไม่ขาด ตัดไม่ตาย” มีความสัมพันธ์กันไปจนตลอดชีวิตและถ่ายทอดผูกพันไปถึงลูกและหลาน ความสัมพันธ์แบบนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรมากนัก ขอเพียงเป็นญาติกันแล้วก็ต้องคบกันและช่วยเหลือกันไป ทั้งนี้นิสัยคนไทยก็นิยมนับญาติ พบใครเจอใครก็ทักทายเป็นพี่เป็นน้อง ลุงป้าน้าอา ซึ่งหากจะมองในด้านบวกก็เป็นสังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย เอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีต่อกัน แต่ถ้ามองในด้านลบก็อาจจะเห็นถึงการพึ่งพิงกัน ไม่เป็นตัวของตัวเอง เกรงกลัวผู้มีอำนาจ และเล่นเส้นเล่นสายท่านอาจารย์พัทยาได้ยกตัวอย่างหลายๆ กิจกรรมในสังคมไทย ล้วนเต็มไปด้วยความสัมพันธ์กันแบบนี้ เช่น การนับรุ่นนับเหล่าของทหารตำรวจ การยึดติดสถาบันการศึกษาของวงราชการ การแบ่งก๊กแบ่งฝ่ายในพรรคการเมือง ความนิยมในการสร้างเครือข่ายหรือ “เน็ตเวิร์ก” ในหลักสูตรการอบรมต่างๆ ที่เชื่อมโยงไปถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้เส้นสายขออภิสิทธิ์อำนวยความสะดวกและหลีกเลี่ยงกฎหมาย ฯลฯ แต่ถ้าถูกนำมาใช้ในด้านดี เช่น ใช้ด้วยความยุติธรรมและทำในสิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน สังคมแบบนี้ก็น่าอยู่ที่สุดในโลก
ผู้เขียนเห็นนักวิชาการผู้ใหญ่ๆ มามาก น้อยนักที่จะเห็นคนดีๆ เก่งๆ อย่างท่านอาจารย์พัทยา สายหู ที่ไม่ขายตัว ขายความคิดอุดมการณ์ และขายจิตวิญญาณ ซึ่งน่านับถือยิ่งนัก







