
เอเซียกับภัยคุกคามค่าเงินแข็ง
ในวันที่เศรษฐกิจเอเชียกำลังมาแรงจนกลายเป็นพลวัตขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลกเกือบทั้งระบบ ดูเหมือนว่าความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อครั้งวิกฤตการเงินปี 2540 จะเริ่มเลือนรางลง
ในวันที่เศรษฐกิจเอเชียกำลังมาแรงจนกลายเป็นพลวัตขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลกเกือบทั้งระบบ ดูเหมือนว่าความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อครั้งวิกฤตการเงินปี 2540 จะเริ่มเลือนรางลง
...ทีมข่าวต่างประเทศ
เอเชียสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนั้นมาได้ในที่สุด พร้อมด้วยมาตรการป้องกันทางการเงินที่รัดกุมยิ่งกว่า ยังผลให้เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก เพื่อมิให้ซ้ำรอยความพินาศทางการเงินการคลังที่เกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ซึ่งครั้งนั้นบางประเทศในเอเชียต้องถอนทุนสำรองมาปกป้องค่าเงินจนทุนเกลี้ยงคลัง ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับไทย
อย่างไรก็ตาม ทุนสำรองปริมาณมหาศาลกำลังกลายเป็นตัวปัญหาของเอเชียเช่นกัน
จากรายงานล่าสุดของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่าปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่สูงมาก ช่วยยกระดับให้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกลายเป็นตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับความนิยมมากขึ้น
ไล่เรียงมาตั้งแต่จีน ซึ่งมีทุนสำรองสูงถึง 2.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 30% ของทุนสำรองทั่วโลกรวมกันที่ 8.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวเลขเมื่อปีที่แล้ว
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทุนสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก 1.019 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ไต้หวัน มีปริมาณทุนสำรอง 3.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ครองอันดับ 4 ของโลก
เกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 6 ของโลก ด้วยปริมาณทุนสำรองล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. ที่ 2.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์
และสิงคโปร์ในอันดับ 10 ของโลก ด้วยปริมาณทุนสำรอง 2.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
แม้แต่ไทยยังรั้งอันดับประเทศที่มีทุนสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 12 ของโลก
ประเทศเหล่านี้ (ยกเว้นจีน ซึ่งยังคงเผชิญกับแรงกดดันเรื่องค่าเงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริง) ล้วนแต่กำลังประสบปัญหาค่าเงินแข็งอย่างรุนแรง จนกลายเป็นภัยเสี่ยงต่อภาคส่งออก อันเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจเอเชีย
ที่น่าวิตกกว่านั้นก็คือ การแข็งค่าของสกุลเงินกำลังเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังของเอเชีย จนกระตุ้นให้หวนนึกถึงวิกฤตการเงินเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
กระนั้นก็ตาม ประเทศในเอเชียที่เผชิญกับการแข็งค่าของสกุลเงินประจำชาติ ยังลังเลที่จะยื่นมือเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างทันควัน เพราะเกรงว่าอาจกระทบต่อบรรยากาศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็ยังวิตกว่า ภาคส่งออกอาจแบกรับไม่ไหวอีกต่อไป
ประเทศที่แสดงท่าทีที่จะใช้มาตรการแทรกแซงทางการเงินอย่างชัดเจนในขณะนี้มีเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น ขณะที่เกาหลีใต้ยังคงคลุมเครือในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ และเงินเหรียญสิงคโปร์มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติมากขึ้นทุกขณะ
ความผิดปกติที่ว่านี้หมายถึงการเข้ามายุ่มย่ามของนักเก็งกำไร ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คือหนึ่งในตัวการของวิกฤตการเงินเอเชีย พฤติกรรมของนักเก็งกำไรคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะมีลักษณะคล้ายแมลงเม่าที่มุ่งเข้าหาแสงสว่าง และวันนี้แสงสว่างกลับฉายแสงในเอเชีย
แมลงเม่าเหล่านี้ไม่เพียงมีภูมิคุ้มกันต่อแสงไฟเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์ร้ายกาจถึงขั้นบ่อนทำลายระบบการเงินของประเทศที่สาดแสงอันโชติช่วงจนดึงดูดแมลงเม่าตัวร้ายเหล่านี้เข้ามา
แต่ประเทศต่างๆ ไม่อาจตอบโต้นักเก็งกำไรได้โดยตรง เพราะหากใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไป จะไม่เพียงขับไล่นักเก็งกำไรที่มีเจตนาไม่ซื่อเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการขับไล่นักลงทุนผู้แสวงหาความมั่งคั่งอย่างถูกต้องตามกติกาอีกด้วย
ทั้งนี้ ยกเว้นเพียงญี่ปุ่นที่ไม่อาจรอคอยได้อีกต่อไป หลังจากที่เผชิญกับภาวะเงินเยนแข็งค่าข้ามปีจนส่งผลให้ตัวเลขส่งออกเดือน ก.ค. ติดลบเป็นประวัติการณ์
ประเทศในเอเชียจึงพยายามหลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงินอย่างตรงไปตรงมา และพยายามเอ่ยถึงมาตรการใดมาตรการหนึ่งอย่างคลุมเครือ นัยว่าเพื่อปรามนักเก็งกำไรอยู่ในที อีกทั้งยังช่วยตรึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ให้กระเจิดกระเจิง
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้
จากการสำรวจของ BIS ล่าสุด พบว่าสิงคโปร์ได้กลายเป็นตลาดเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 2.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน แซงหน้าสวิตเซอร์แลนด์และฮ่องกง ซึ่งต่างอยู่ในวงการตลาดการเงินมายาวนาน
อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่ฐานะตลาดเงินตราต่างประเทศอันดับ 4 ของโลก ทำให้สิงคโปร์ตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าสิงคโปร์กำลังเป็นอีกประเทศที่ค่าเงินกำลังถีบตัวสูงขึ้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เงินเหรียญสิงคโปร์ทำลายสถิติแข็งค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) กลับยังไม่แสดงท่าทีที่จะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงค่าเงินเหรียญสิงคโปร์ อีกทั้งยังแสดงท่าทียอมรับการแข็งค่าของเหรียญสิงคโปร์ในระดับที่ไม่มากนัก หรืออย่างค่อยเป็นค่อยไป
ที่สำคัญก็คือ MAS คงประเมินแล้วว่า ขณะนี้ข้อมูลยังไม่ชัดเจนพอที่จะประเมินสาเหตุที่ทำให้เงินเหรียญสิงคโปร์แข็งค่า เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงจนกลายเป็นว่าที่เศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลกในปีนี้ด้วย
ในเมื่อยังประเมินผลได้ไม่ชัดเจน จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องแสดงท่าทีใดๆ จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน อีกทั้งสิงคโปร์ยังจำเป็นต้องอาศัยแรงซื้อจากนักลงทุนเหล่านี้ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอีกระดับ หลังจากที่ต้องเสียเวลาไปกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาเกือบ 1 ปี
สำหรับตัวอย่างที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนักกับความพยายามรักษาสมดุลในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน คือกรณีของเกาหลีใต้
เมื่อปีที่แล้วเงินวอนถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในโลก เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับความสามารถของเกาหลีใต้ในการชำระหนี้สินที่กู้ยืมจากต่างประเทศ ยังผลให้ค่าเงินวอนดิ่งลงมาถึงครึ่งหนึ่ง
แต่แล้วในปีนี้ เงินวอนกลับเป็นสกุลเงินที่ร้อนแรงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย่างเข้าสู่เดือน มี.ค. ของปีนี้ เงินวอนถีบตัวขึ้นมาถึง 25% ขณะที่เงินทุนเพื่อการเก็งกำไรหลั่งไหลเข้าสู่เกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง มูลเหตุหนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) กังวลกับความเคลื่อนไหวของเงินวอนเช่นกัน เพราะทำลายสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างทันควัน เพราะจำเป็นต้องรอคอยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเต็มที่เสียก่อน อีกทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังเตือนว่า เกาหลีใต้อาจหดตัวลง 1.8% ในปีนี้
สถานการณ์ของเกาหลีใต้จึงต่างกับสิงคโปร์และต่างจากส่วนอื่นๆ ของเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) เพราะตกอยู่ในความลักลั่นระหว่างความเสี่ยงด้านการเงินจากเงินวอน และความเสี่ยงด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่ทำได้ในขณะนี้ คือปล่อยให้นักลงทุนกะเก็งกันเองว่า BOK ใกล้จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้หรือไม่
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือ เอเชียกำลังเผชิญกับกระแสทุนไหลเข้าในระดับมหาศาลจนค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงื่อนไขภายในแตกต่างกันไม่น้อย ซึ่งหมายถึงแนวทางการสกัดกั้นการแข็งค่าของสกุลเงินจะแตกต่างกันไปด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้ยังประเมินได้ไม่ชัดเจนดังเช่นที่บางประเทศยังสงวนท่าทีที่ชัดเจนว่าสมควรยื่นมือเข้าไปแทรกแซงหรือไม่ และบางประเทศกลายเป็นวิวาทะร้อนแรงที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้เช่นกัน
แม้ความเสี่ยงเพียงประการเดียวของการแข็งค่ายังเป็นผลกระทบต่อภาคส่งออก แต่ปัญหานี้อาจเป็นภยันตรายร้ายแรงในอนาคต หากเอเชียยังล่าช้ากับการป้องกัน แม้เงื่อนไขและปัจจัยจะแตกต่างจากเมื่อปี 2540
แต่ก็อาจเป็นเงื่อนไขและปัจจัยที่ก่อภัยพิบัติทางการเงินรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน







