posttoday
รัฐลดเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน

รัฐลดเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน

07 กันยายน 2553

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

มีรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกระทรวงพลังงานได้สรุปแนวทางปรับปรุงแผนปฏิบัติการแผนพัฒนาพลังงานทดแทนระยะ 15 ปี (2551–2565) ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ในการปรับปรุงแผนปฏิบัติการระยะสั้น (2551–2554) ได้ปรับลดสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนจาก 10.6% เหลือ 9% แต่เมื่อสิ้นปี 2565 จะยังคงเป้าหมายเดิมคือ ให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่ 20.3% ของการใช้พลังงานรวม

ผมเข้าใจว่า คำว่าพลังงานหมุนเวียนน่าจะหมายถึงพลังงานที่เกิดจากการใช้วัสดุที่ใช้แล้วกลับมาผลิตพลังงาน เช่น พลังงานจากพืชหรือมูลสัตว์ ที่เรียกว่า ชีวมวล และพลังงานจากขยะ ซึ่งบางทีเรียกทับศัพท์ว่า พลังงานที่เกิดจากการรีไซเคิล

จากรายงานข่าวดังกล่าว คาดว่าจะมีการปรับลดการใช้พลังงานจากเอทานอล ซึ่งผลิตจากกากน้ำตาล ที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร เช่นอ้อยและมันสำปะหลังลง จากการใช้ 2.96 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2554 เหลือ 2 ล้านลิตรต่อวัน และลดเป้าการใช้ไบโอดีเซลลงจาก 3 ล้านลิตรต่อวัน เหลือ 2.5 ล้านลิตรต่อวัน

ในรายงานข่าวสรุปว่า รัฐยังมีเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนดังเดิม แต่ได้ประสานงานไปยังกรมวิชาการเกษตร หากลไกนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตพลังงานชีวภาพ เนื่องจากชีวมวลยังมีศักยภาพอีกมาก

ผมอ่านรายงานข่าวนี้แล้ว พอเข้าใจครับว่า เป็นเรื่องปกติสำหรับหน่วยราชการที่จะปรับเป้าหมายการทำงานขึ้นหรือลงไป ด้วยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ารายได้ประชาชาติสูงหรือต่ำกว่าประมาณการ ก็ปรับเป้าหมายตามเป็นระยะๆ เพื่อให้เป้าหมายสุดท้ายที่ออกมาตรงกับความเป็นจริง

ในฐานะที่เคยทำงานเป็นผู้บริการในภาคธุรกิจเอกชน ถนัดที่จะปรับเป้าหมายขึ้น ถ้าผลงานจริงที่ออกมาเป็นไปตามเป้า หรือสูงกว่าเป้า เพราะนั่นหมายถึงยอดขายและผลกำไรที่จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลงานจริงที่ออกมาต่ำกว่าเป้า วิธีการทำงานคือ ต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามเป้า จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้ท้ายสุด ผลงานที่ออกมาเป็นไปตามเป้า และถ้าแก้ไขแล้ว ผลงานยังต่ำกว่าเป้า จะต้องมีใครคนหนึ่งหรือหลายคนร่วมกันรับผิดชอบ เท่าที่จำได้ยังไม่เคยแก้ไขปัญหาด้วยการปรับเป้าลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว เผลอๆ บางทียังมีการวิเคราะห์ผลงานที่เกินเป้าว่า เกิดจากความฟลุกหรือโชคดีที่ราคาสินค้าขึ้นไปเอง แล้วเผอิญมีของค้างอยู่ในสต๊อก ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ทำกำไรได้มากขึ้น หรือเป็นผลจากการใช้ความพยายามปากกัดตีนถีบของผู้บริหารที่จะแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งให้บริษัทกันแน่ บางทีขาดเป้าไปบ้าง แต่ถ้าผู้บริหารได้ออกแรงเต็มความสามารถแล้ว ก็ยังสามารถให้รางวัลเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แถมโบนัสอีกต่างหาก ไม่จำเป็นต้องปรับเป้าลง เพื่อให้ผลงานเป็นไปตามเป้า

พูดอย่างนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมและแนวคิดในการทำงานของภาคราชการกับภาคเอกชนอาจไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นคำตอบมาตรฐานสำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกชนิดทุกประเภทที่มีต่อภาคราชการอยู่แล้ว ขอไม่ก้าวล่วงดีกว่า

กลับมาพูดเรื่องพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนต่อดีกว่าครับ

ผมคิดว่า ถ้าต้องการให้การใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจริงๆ นอกจากการปรับลดเป้าลงและประสานงานกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว อาจต้องประสานงานกับหน่วยงานของทางราชการและเอกชนอีกหลายหน่วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนไม่เป็นไปตามเป้า

ขอยกตัวอย่างเรื่องการใช้ขยะมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแก๊สชีวภาพ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิง เพื่อผลิตไฟฟ้าก็ได้ อุปสรรคอันหนึ่งของการนำขยะมาใช้ ได้แก่ การคัดเลือกขยะ เพราะใช่ว่าขยะทุกชนิดจะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษแก้ว ยางรถยนต์เก่า เศษพลาสติก ฯลฯ เพราะขยะที่เหมาะสมที่จะไปหมักทำแก๊สชีวภาพ เพื่อปั่นไฟนั้น ได้แก่ ขยะชีวภาพประเภทพืชผัก และผลไม้ที่ปลอดเศษแก้ว เศษพลาสติก

ความจริงพวกรถซาเล้งได้ช่วยทำงานนี้ให้ฟรีๆ โดยแยกเก็บไปขายรีไซเคิลอยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่การคัดขยะชีวภาพออกจากขยะที่ไม่ใช่ชีวภาพ ก็ยังเป็นเรื่องน่าปวดหัวพอสมควร ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะการทิ้งขยะบ้านเรา ไม่มีการแยกประเภทก่อนทิ้ง ถ้าจะแก้ปัญหานี้ รับรองว่ากรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยไม่ได้หรอกครับ ระยะสั้นคงต้องขอให้ กทม. และเทศบาลทุกแห่งทั่วประเทศช่วย ระยะยาวคงต้องให้กระทรวงศึกษาธิการ และกรมประชาสัมพันธ์ ช่วยสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นกับผู้ผลิตขยะทั้งหลายทั่วประเทศ ถึงจะแก้ปัญหานี้ได้

ทีนี้มาพูดเรื่องเอทานอล หลายปีก่อนเมื่อพูดถึงโครงการนี้ ก็มีผู้สนใจขอตั้งโรงงานผลิตเอทานอลกันมากมาย ขนาดยอมเสียค่าซื้อใบอนุญาตกัน แต่เอาเข้าจริง มีผู้ผลิตจริงๆ ไม่กี่ราย ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะรัฐไม่ได้ส่งลูกตามที่สัญญาไว้ เช่น การยกเลิกใช้น้ำมันเบนซิน 95 โดยอ้างว่ายังมีผู้บริโภคน้ำมันประเภทนี้อยู่ รัฐปิดตาข้างหนึ่งให้มีการใช้แก๊สแอลพีจีแทนน้ำมัน เพราะเหตุผลหลายประการที่ไม่อยากพูดถึง นอกจากนั้นยังขาดนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมให้โรงงานที่ผลิตวัตถุดิบใช้ในจำนวนและราคาที่มีเสถียรภาพเชิงอุตสาหกรรม เหมือนในบางประเทศที่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการเกษตรกรรมเพื่อพลังงาน กับการเกษตรกรรมเพื่อการบริโภค

ตรงนี้จะขอให้ใครช่วย ผมก็ไม่ทราบครับ

ส่วนโครงการไบโอดีเซลนั้น วัตถุดิบส่วนใหญ่คือ น้ำมันปาล์ม ส่วนวัตถุดิบอื่น เช่น น้ำมันมะพร้าวนั้น ยังมีจำนวนน้อยในเชิงอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล แต่น้ำมันปาล์มในบ้านเรานั้น มีกติกาอยู่อย่างหนึ่งว่า ให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้ แต่นำเข้าไม่ได้ หรือได้แต่ต้องผ่านหน่วยงานของทางราชการเป็นกรณีไป

ตรงนี้คือปัญหา ที่ทำให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลในประเทศนี้ไม่เกิด เพราะน้ำมันปาล์มนั้น เป็นน้ำมันพืชสารพัดนึก กินก็ได้ ทาก็ได้ อย่างที่โบราณว่า คือ เป็นผลิตผลที่ใช้บริโภคก็ได้ หรือเอาไปทำไบโอดีเซลก็ได้ตรงๆ ไม่ใช่เอากากไปทำเหมือนเอทานอล

ทีนี้ พอราคาในฐานะผลผลิตเพื่อบริโภคสูงขึ้น น้ำมันปาล์มในประเทศส่วนใหญ่ก็จะไปบรรจุขวด บรรจุปีบขายผู้บริโภค ถ้าราคาต่างประเทศดี ก็ส่งออกไปขาย พอราคาไม่ดี ก็จะขายให้โรงงานผลิตเอทานอล ซึ่งจะสั่งน้ำมันดิบจากต่างประเทศเข้ามาผลิตก็ไม่ได้ เลยหยุดผลิต หรือชะลอโครงการไว้ก่อนดีกว่า เพื่อลดความเสี่ยง

ตรงนี้จะแก้อย่างไร ก็ไม่ทราบอีก แต่ไม่ใช่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ แน่ๆ เพราะผมรับประกันก็ได้ว่า น้ำมันปาล์มนั้นกินก็ได้ ทำน้ำมันดีเซลก็ได้ ถึงจะไม่ใช่นักวิชาการก็ตาม

สรุปแล้ว แก้ไขโดยการลดเป้า เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ