
รัฐต้องเอาจริง
คําสั่งของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่อนุมัติค่าปรับกรณีที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่สามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือนัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี ได้ภายในวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยได้กำหนดค่าปรับ 166,667 ล้านบาทต่อวันต่อราย ซึ่งจะเริ่มปรับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งค่าปรับนี้จะดำเนินการนาน 30 วัน หากเอกชนยังคงล่าช้าต่อไป ก็จะเพิ่มค่าปรับอีกเท่าตัวในเดือนต่อไป
บทลงโทษที่จริงจังเช่นนี้ของ กทช. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมูลค่านับแสนล้านบาทของประเทศ เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานที่กำกับดูแลความทุกข์ของประชาชนส่วนใหญ่ มักจะมีบทลงโทษที่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชนมากกว่าประชาชนเจ้าของภาษี
แม้ว่าบทลงโทษนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องเดินหน้าเข้าหาศาลสถิตยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาบทลงโทษของ กทช. ว่าเป็นบทลงโทษที่เกินจริง ซึ่งก็คงต้องรอดูว่าผลสรุปสุดท้ายของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม
แต่ในวันนี้ กทช.ได้แสดงบทบาทของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เป็น
“เสือกระดาษ” อย่างที่ใครหลายคนได้ปรามาสไว้ และควรที่จะต้องรักษาจุดยืนที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้เป็นที่ตั้ง ส่วนผลสรุปสุดท้ายออกมาอย่างไร ประชาชนก็ได้รับรู้การทำหน้าที่ของ กทช.แล้วนอกจากนี้ หน่วยงานราชการอื่นๆ ควรจะหันมาดูการทำหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนของ กทช.ครั้งนี้ เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการทำงานของหน่วยงานตัวเองด้วย
หากทุกหน่วยงานยึดประโยชน์ของประชาชนมากกว่าประโยชน์ของพ่อค้านายทุน เหมือนอย่างที่ได้เห็นกันมาหลายต่อหลายหน่วยงาน อย่างนโยบายการคุมราคาอาหาร น้ำดื่ม ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ยังไม่เห็นผลอย่างที่สังคมคาดหวัง
ทั้งนี้ เพราะราคาน้ำดื่มในร้านอาหารต่างๆ ที่ประชาชนมองว่าแพงเกินไป ทั้งตามร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ยังคงแพงแบบไม่แคร์สังคม โดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากบอกว่าขอความร่วมมือเท่านั้น
การเอาจริงเอาจังในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนระหว่าง กทช. และกระทรวงพาณิชย์นั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และเรื่องนี้รัฐบาลควรจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนให้มากกว่านี้
ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐทั้งหลายจะต้องเดินหน้ารักษาผลประโยชน์ของประชาชนให้สมกับคำว่า ข้าราชการ ที่ต้องบรรเทาทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน ไม่ใช่คอยแต่จะปรนเปรอผลประโยชน์ให้เอกชนอยู่ร่ำไป







