
สัญญาณเศรษฐกิจดี แต่โต4%ยังท้าทาย
ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี)ไตรมาส 4
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี)ไตรมาส 4 ปี 2559 ขยายตัว 3%และปี 2559 ขยายตัว 3.2% พร้อมคาดการณ์ว่าในปี 2560 จะโตได้ 3-4% กระทรวงการคลังก็ออกมารับลูกทันที ว่าใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าปีนี้จะโต 3.1-4.1%หรือค่ากลาง 3.6%
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังตั้งเป้าว่าปีนี้จีดีพีต้องโตเต็มศักยภาพที่ 4% อย่างไร้ปัญหา โดยการออกมาตรการมาดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จัดทำงบกลางปี 2560เพิ่มเติมอีก 1.9 แสนล้านบาท เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นแล้ว บวกกับการส่งออกก็จะขยายตัวได้จากที่ติดลบมาตลอดหลายปี
เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้แข็งแกร่ง แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมีปัญหาน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง ปี 2559 เกินดุล 4.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี 2558 ที่เกินดุล 3.21 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดเดือน ม.ค.ปีนี้ เกินดุลถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่การมีพื้นฐานที่ดีมีเสถียรภาพไม่ใช่ปัจจัยยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย 4% ที่คลังหวังไว้ เพราะเศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่กระจายไปในวงกว้าง เพราะเป็นการโตจากการใช้จ่ายของภาครัฐการท่องเที่ยวเป็นหลัก บวกกับการส่งออกที่เริ่มฟื้น แต่การบริโภคภาคเอกชนในประเทศที่มีสัดส่วนที่สูงในจีดีพี และการลงทุนภาคเอกชนที่มีนัยสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจโตอย่างเข้มแข็ง กลับไม่ค่อยฟื้นตัว
เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง เพราะนักลงทุนยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่ยอมลงทุนใหม่ การใช้กำลังการผลิตยังต่ำ ไม่มีการลงทุนเพิ่ม ไม่ขยายการผลิต เนื่องจากสต๊อกสินค้ายังเหลือขายไม่หมด จึงยังไม่เห็นการลงทุนในธุรกิจ หรือ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ) ที่รัฐบาลทุ่มเทให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจำนวนมาก รวมถึง 4.0 แม้จะสร้างความเชื่อมั่นให้ดีขึ้น แต่นักลงทุนยังไม่แน่จนกว่าโครงการจะเดินหน้าได้จริงๆ
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของธุรกิจในภาคบริการและภาคส่งออกปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ตามความต้องการในตลาดโลก แต่ก็ยังไม่แน่ว่าเดือนต่อๆ ไปของปีนี้จะส่งออกได้โต 8% เศษเหมือนเดือน ม.ค.หรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในยูโรโซน ที่หลายประเทศอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ล้วนมีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน และเพิ่มความไม่แน่นอนของการค้าและการลงทุนโลกฉะนั้นมูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้จะโตที่ 5% หรือมีมูลค่า 2.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้หรือไม่จะมาหนุนจีดีพีปีนี้ให้โตเพิ่มได้หรือไม่ ยังต้องลุ้น
นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวได้ โดยธนาคารคาดว่าจะเติบโต 3.5% แต่ในรายละเอียดกลับพบว่า การฟื้นตัวค่อนข้างกระจุกตัวและขาดคุณภาพ เพราะโตจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่ออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ และจากการท่องเที่ยวสวนทางกับการเติบโตที่มีคุณภาพที่ควรต้องโตจากฐานที่กว้างของเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่จะทำให้เศรษฐกิจโตกระจายอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
“เป้าหมายที่จะโต 4% เป็นไปได้ยาก และท้าทายมาก เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันยังโตกระจุก หลักๆ โตมาจากการใช้จ่ายภาครัฐที่โตได้สองหลัก แต่มีสัดส่วนในจีดีพีประมาณ 15% และการท่องเที่ยวที่โตสองหลักเช่นกัน แต่มีสัดส่วนในจีดีพีประมาณ 5-6% รวมการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยวคิดเป็น 1 ใน 4 หรือประมาณ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งการโตแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจโตไม่กระจาย และไม่ได้ประโยชน์ทุกภาคส่วน เศรษฐกิจจึงยังเปราะบาง ส่วนการส่งออกถึงจะโตได้ แต่ก็ยังโตไม่มาก และมีความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกอยู่” นริศ กล่าว
“ถ้าการบริโภคภาคเอกชนโตได้เท่าจีดีพี แสดงว่ากำลังซื้อในประเทศเริ่มกลับมา มีการเติบโตจากฐานที่กระจายไปในวงกว้าง เพราะการบริโภคภาคเอกชนมีสัดส่วนในจีดีพีกว่า 50% แปลว่าเศรษฐกิจโตกระจายและเข้มแข็ง ประชาชนและนักลงทุนเริ่มเชื่อมั่น จึงจะมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ 4-4.5%” นริศ กล่าวสรุป
ภาวะเช่นนี้น่าจะพอสรุปได้ว่าเป้าหมายของกระทรวงการคลังที่จะโต 4% ในปีนี้เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าจะทำให้ได้ รัฐบาลคงต้องเร่งออกมาตรการต่างๆ มากระตุ้นกำลังซื้อให้มากขึ้นตลอดทั้งปีเลยทีเดียว ซึ่งก็จะส่งผลต่อฐานะการคลังที่กระทบความเชื่อมั่นได้อีกด้านเช่นเดียวกัน







