
‘ทรัมป์’ โดมิโน นโยบายคนเข้าเมืองโลก
โดย...น่านฟ้า มหาเมฆ การเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้หาเสียงจนได้รับคะแนนนิยมอย่างท่วมท้น ก้าวขึ้นสู่ประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 45 แบบเหนือความคาดหมาย พร้อมทั้งชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”ชัยชนะของทรัมป์สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของอเมริกันชนส่วนใหญ่ ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาคนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้ามาแย่งอาชีพคนอเมริกัน และผู้อพยพหนีภัยสงครามจากตะวันออกกลางที่เข้ามาสร้างปัญหากับสังคมอเมริกัน อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกันรวมถึงปัญหาผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวมากับผู้อพยพที่เปรียบเสมือนหอกจ่อคอหอยพญาอินทรีมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของอเมริกาถือว่าดีที่สุดในโลก จะมีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือเพียงใด แต่เหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในผืนแผ่นดินอเมริกา โดยเฉพาะเหตุกราดยิงในที่ชุมชน โรงเรียน ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน และไม่ใช่เป้าหมายที่หน่วยงานความมั่นคงเฝ้าจับตา ผู้ก่อเหตุหลายคนนิสัยเรียบร้อย อยู่อาศัยในสังคมแบบปกติ แต่วันดีคืนดีคว้าปืนไปก่อเหตุกราดยิง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวน
การเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้หาเสียงจนได้รับคะแนนนิยมอย่างท่วมท้น ก้าวขึ้นสู่ประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 45 แบบเหนือความคาดหมาย พร้อมทั้งชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”ชัยชนะของทรัมป์สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของอเมริกันชนส่วนใหญ่ ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาคนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้ามาแย่งอาชีพคนอเมริกัน และผู้อพยพหนีภัยสงครามจากตะวันออกกลางที่เข้ามาสร้างปัญหากับสังคมอเมริกัน อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกัน
รวมถึงปัญหาผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวมากับผู้อพยพที่เปรียบเสมือนหอกจ่อคอหอยพญาอินทรีมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของอเมริกาถือว่าดีที่สุดในโลก จะมีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือเพียงใด แต่เหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในผืนแผ่นดินอเมริกา โดยเฉพาะเหตุกราดยิงในที่ชุมชน โรงเรียน ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน และไม่ใช่เป้าหมายที่หน่วยงานความมั่นคงเฝ้าจับตา ผู้ก่อเหตุหลายคนนิสัยเรียบร้อย อยู่อาศัยในสังคมแบบปกติ แต่วันดีคืนดีคว้าปืนไปก่อเหตุกราดยิง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าระบบความปลอดภัยดีที่สุดในโลก จนหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐต้องหันกลับมามองภัยคุกคามในบ้านตัวเอง นอกเหนือจากภัยคุกคามภายนอกประเทศ นอกจากนั้นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป ทั้งที่เกิดขึ้นหลายจุดในกรุงปารีส มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน จนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงทั่วประเทศ และสั่งปิดจุดผ่านแดนทุกแห่งอย่างไม่มีกำหนด เมื่อ 2 ปีก่อน
เหตุการณ์ระเบิดสนามบินซาเวนและสถานีรถไฟใต้ดินมาลเบคในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ยิ่งตอกย้ำถึงภัยคุกคามภายในประเทศ เพราะประเทศเหล่านี้ชูนโยบายรับผู้อพยพมาโดยตลอด สร้างความหวาดกลัวให้กับอเมริกันชนและชาวยุโรป จนเป็นที่มาของการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ BREXIT ของอังกฤษ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากปัญหานโยบายรับผู้อพยพของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สมาชิกทุกประเทศต้องรับผู้อพยพตามสัดส่วนโควตาที่สหภาพยุโรปกำหนด
“ชัยชนะของทรัมป์และชัยชนะของฝ่ายสนับสนุนให้แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป อาจจะเป็นโดมิโนตัวแรกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองของโลกขนานใหญ่” สัญญาณเรื่องนี้เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งของหลายประเทศในกลุ่มยุโรป เริ่มชูนโยบายที่คล้ายกับทรัมป์ในการหาเสียง เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนที่เบื่อหน่ายกับปัญหาผู้อพยพและนโยบายคนเข้าเมืองแบบเดิมๆ ที่เริ่มสร้างปัญหาในหลายๆ ประเทศ
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าเราไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง แต่เราเป็นส่วนหนึ่งในกลไกผู้อพยพในฐานะ “ทางผ่านของผู้อพยพ” แม้ว่าประเทศเราจะไม่ได้มีนโยบายในการเปิดรับผู้อพยพชัดเจน แต่เนื่องจากไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงมีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยไปยังยุโรปและอเมริกาเป็นจำนวนมาก และถือว่าเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ การขอวีซ่าเข้าประเทศไทยทำได้ไม่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ บางประเทศสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า ทำให้ผู้อพยพเลือกประเทศไทยเป็นทางผ่าน เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ 3 นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ตั้งอยู่ UNHCR เป็นองค์กรระหว่างประเทศทำเรื่องให้ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยสงครามเดินทางไปยังประเทศที่ 3 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ปัจจุบันจากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยสงครามตกค้างอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนหลายพันคนทั่วประเทศ บางส่วนรอขึ้นสถานะเป็นผู้ลี้ภัย บางส่วนได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว แต่รอประเทศปลายทางตอบรับ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายรับผู้อพยพและนโยบายคนเข้าเมืองของอเมริกา อังกฤษ และประเทศยุโรปอีกหลายประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงกระทบต่อคนกลุ่มนี้โดยตรง เพราะประเทศปลายทางที่ผู้อพยพเลือกเกือบจะทั้งหมด คือ อเมริกาและประเทศในแถบยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศเหล่านี้จะมีหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวดในการตอบรับผู้อพยพ ส่วนใหญ่มักเน้นอาชีพที่ขาดแคลน เช่น แพทย์ วิศวะ กลุ่มวิชาชีพเฉพาะด้าน หรือผู้หญิงและเด็ก เพราะเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ง่ายต่อการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้ ผู้อพยพบางส่วนที่ขาดคุณสมบัติจึงตกค้างอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน บางคนรออยู่หลายปี และแนวโน้มในการตอบรับจากประเทศปลายแทบจะมืดมน
คนกลุ่มนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพราะผู้อพยพจะเดินทางกลับประเทศต้นทางก็ไม่ได้ จะส่งไปประเทศที่ 3 ก็ไม่มีประเทศไหนตอบรับ เป็นภาระในการดูแลคนเหล่านี้ ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ สถานที่อยู่อาศัย เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแล เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด เพราะเมื่อรอการส่งกลับเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้เกิดความเครียด แนวโน้มในการเดินทางไปประเทศที่ 3 ตามที่ตนเองตั้งใจค่อนข้างมืดมน จนนำไปสู่ความพยายามในการหลบหนีหรือก่อเหตุรุนแรง หลังจากนี้การเปลี่ยนแปลงนโยบายในการรับผู้อพยพของอเมริกาและยุโรปครั้งใหญ่ จะยิ่งทำให้ปัญหาผู้อพยพจะยิ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
ประเทศไทยเราจึงควรเตรียมความพร้อมและหามาตรการตั้งรับปัญหาดังกล่าว ก่อนที่ประเทศของเราจะตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ในเวทีโลก







