
ชงยึดหลักกม.ก่อนให้อภัย
สปท.เตรียมดันรายงานปรองดองแก้ขัดแย้ง 10 ข้อ ยึดกฎหมายพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อนให้อภัย ตั้งเป้าสำเร็จใน 1 ปี
สปท.เตรียมดันรายงานปรองดองแก้ขัดแย้ง 10 ข้อ ยึดกฎหมายพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อนให้อภัย ตั้งเป้าสำเร็จใน 1 ปี
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า คณะ กมธ.เตรียมพิจารณารายงานผลการศึกษาการสร้างความปรองดองของคณะอนุ กมธ. ที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน ได้เสนอแนวทางการแก้ความขัดแย้งทั้งหมด 10 ข้อ โดยยึดหลักกฎหมายเป็นหลัก พิสูจน์ข้อเท็จจริง ใครผิดต้องรับโทษ จากนั้นจึงไปสู่การให้อภัยให้โอกาส ให้ผู้ที่มีความผิดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้
ทั้งนี้ ในรายงานปรองดองได้ตั้งเป้าหมายความสำเร็จในระยะ 1 ปี นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติตามแผน ขณะที่แผนปฏิบัติการนั้นมีข้อเสนอทั้งสิ้น 6 ภารกิจ คือ 1.ทำความจริงให้ปรากฏ 2.แสวงหาความร่วมมือ 3.อำนวยความยุติธรรม สำนึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การให้อภัย 4.การเยียวยา 5.สร้างแนวทางการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันความรุนแรงในอนาคต ทั้งนี้ในภารกิจทั้งหมดจะกำหนดกรอบเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ซึ่งหากรัฐบาลรับไปปฏิบัติจะเกิดผลสำเร็จอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะ กมธ.มีความเห็นว่าเนื้อหาและบางรายละเอียดซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมที่กำหนดไว้ในภารกิจ 6 ด้าน ควรปรับปรุงเนื้อหาและรายละเอียดให้มีความชัดเจน ซึ่งทางคณะ กมธ.จะพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 7 มี.ค. จากนั้นจะส่งให้ กมธ.วิสามัญกิจการสภา สปท. (วิป สปท.) ในวันที่ 9 มี.ค.
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า ทางฝ่ายกองทัพได้เตรียมประชุมทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ แล้ว ซึ่งก็ต้องรอความชัดเจนในการดำเนินการ โดยให้คณะกรรมการได้ประชุมทำความเข้าใจกันก่อน โดยคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนได้ในปลายเดือน มี.ค.นี้ และขณะนี้ได้ให้ฝ่ายที่เป็นคณะกรรมการเข้าไปทำความเข้าใจ ซึ่งคงต้องรอฟังกรอบการดำเนินการตามที่กล่าวไป
ด้าน นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า พรรคได้ยื่นข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปการเมือง เพื่อเสนอเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ต่อคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองเพื่อเสนอเป็นยุทธศาสตร์ชาติ สปท.แล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ กำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาระบบพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและคัดสรรผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องก่อตั้งได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยาก
ขณะเดียวกันจะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม การเลือกตั้งทุกระดับ หากมีการกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้งต้องดำเนินการโดยเร็ว เฉียบขาด และมีบทลงโทษที่รุนแรง และควรกำหนดให้มีการกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น และเมื่อพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านไปแล้ว อยากจะเห็นวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน







