
DSIออกหมายเรียก "อัยย์"-พวกอีก 2 คน รายงานตัว3มี.ค.
ดีเอสไอชี้ชุมนุมตลาดกลางคลองสาม จ่อยกระดับเป็นการเมือง เร่งขอคืนพื้นที่ พร้อมออกหมายเรียก'อัยย์'-พวกอีก 2 คน รายงานตัว3มี.ค. ขณะที่พระอีก 13 รูปเตรียมออกหมายเรียกรอบ 2 ขู่เบี้ยวอีกเจอหมายจับ
ดีเอสไอชี้ชุมนุมตลาดกลางคลองสาม จ่อยกระดับเป็นการเมือง เร่งขอคืนพื้นที่ พร้อมออกหมายเรียก'อัยย์'-พวกอีก 2 คน รายงานตัว3มี.ค. ขณะที่พระอีก 13 รูปเตรียมออกหมายเรียกรอบ 2 ขู่เบี้ยวอีกเจอหมายจับ
เมื่อวันที่ 1 มีค. พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติการตามคำสั่งมาตรา 44ว่า ในวันนี้( 1 มี.ค.) เจ้าหน้าที่จะติดประกาศห้ามประชาชนและพระสงฆ์เข้าพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงซึ่งเป็นไปตามความต้องการของเจ้าของพื้นที่ หากพบการฝ่าฝืน หรือขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะถูกดำเนินคดีทั้งหมด โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้เก็บหลักฐานภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหวไว้หมดแล้วพร้อมกับได้ออกหมายเรียกให้แกนนำและพระสงฆ์บางส่วนเข้าชี้แจง โดยมีพระเข้าพบตามหมายเรียกเพียง 1 รูปเท่านั้น และมีแกนนำเข้ารายงานตัวเพียงบางส่วน ที่เหลือหากยังไม่เข้ารายงานตัวจะออกหมายเรียกอีกครั้งหากยังไม่มาอีกก็จะออกหมายจับเพื่อให้ได้ตัว
ล่าสุด ดีเอสไอได้ออกหมายเรียกบุคคลที่มีพฤติกรรมขัดขวางและปลุกระดมในพื้นที่ประกาศมาตรา 44 ประกอบด้วย 1. นายอัยย์ เพชรทอง 2. นางกชกร ไชยวาน และ 3. นายพยุง อุณหิต โดยให้มารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ ที่ บก.ตชด.ภ.1 ในวันที่ 3 มี.ค. นี้ ส่วนกรณีมีข่าวว่า พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ อดีต ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาเคลื่อนไหวร่วมกับศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่เจ้าหน้าที่เฝ้าจับตาอยู่
หากมีการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยการประกาศของเจ้าหน้าที่มีจุดประสงค์เพียงต้องการนำคนออกนอกพื้นที่ ไม่ต้องการให้มีการปลุกระดมหรือยกระดับการชุมนุมเป็นเรื่องทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเงื่อนไขก่อเหตุรุนแรง ส่วนการดำเนินการกับพระสงฆ์ที่ตั้งเต๊นท์ชุมนุมรอบวัดพบว่าอาจมีพระปลอมแฝงตัวรวมอยู่ด้วย ดังนั้น เจ้าหน้าที่จะร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)และตำรวจทำการคัดกรองพระภิกษุ หากพบว่าไม่ใช้พระจริง จะดำเนินคดีข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ขณะที่เดียวกันเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกการเข้าออกวัดและจัดอาหารพร้อมทั้งยาเข้าไปภายในวัด
รองอธิบดีดีเอสไอ ยังกล่าวถึง การติดตามตัวพระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับทางการข่าวยังเชื่อว่าพระธัมมชโยยังหลบซ่อนอยู่ภายในวัด โดยภายในวัดพบว่ายังมีความพยายามสร้างสิ่งกีดขวางทั้งการขุดวางท่อ และการตั้งถังน้ำมัน พฤติการณ์หลายอย่างชัดเจนว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีการแจ้งเตือนไปยังวัดไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ควบคุมอีก สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมวานนี้(28 ก.พ.) เป็นเพียงการเรียกติดตามการทำงานตามกฎหมายให้เป็นไปตามที่ประกาศคำสั่งกำหนดและให้เกิดความเรียบร้อย ให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด
รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า ในเวลา 15.00 น.จะมีการประชุมร่วมกับชุดปฏิบัติการเพื่อทำความเข้าใจการใช้กฎหมายดำเนินการกับบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งกีดขวางเช่นกรณีที่มีการสนับสนุนเต๊นท์มาตั้งในจุดต่างๆ ว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือดำเนินคดีฐานขัดคำสั่งคสช.อย่างไรบ้าง ย้ำว่าเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดกรณีดังกล่าวจะจับพระธัมมชโยได้หรือไม่ก็ต้องดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนตามกฎหมาย
ด้านพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กล่าวว่า กรณีออกหมายเรียกพระสงฆ์ 14 รูปให้เข้ารายงานตัว ขณะนี้ครบกำหนดเข้ารายงานตัวแล้วตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. แต่พบว่ามีเพียงพระมหานพพร เพียงรูปเดียวที่เข้ารายงานตัว หลังรายงานตัวแล้วพบว่าพระมหานพพรได้ลดบทบาทการเคลื่อนไหวของตัวเองลง ส่วนพระที่เหลืออีก 13รูปได้ร้องทุกข์กล่าวโทษฐานขัดคำสั่งคสช.ไว้ที่สภ.คลองห้า หลังจากนี้ตำรวจจะออกหมายเรียกและหมายจับต่อไป







