
เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วยของสหภาพยุโรป (จบ)
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
การที่มาตรการการค้ากล้วยของสหภาพยุโรปสลับซับซ้อนและยุ่งยาก เนื่องจากต้องดูแลทั้งผู้ผลิตในกลุ่มสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศที่เป็นเมืองขึ้น หรือ Common Wealth ในแถบแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิก (ACP : African Caribbean and Pacific) ดังได้กล่าวไว้ในฉบับก่อนแล้ว แถมที่ยุ่งยากเข้าไปอีกคือ การที่สหรัฐเข้าร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย แต่ในฐานะผู้ฟ้องร่วม กับกัวเตมาลา เอกวาดอร์ ฮอนดูรัส และเม็กซิโก และมีประเทศที่มีส่วนได้เสียเข้าร่วมอีกไม่ต่ำกว่า 20 ประเทศ ดังได้กล่าวแล้วในฉบับก่อนเช่นกัน
ประเด็นที่มีการฟ้องและต่อสู้กันโดยสรุป คือ สหภาพยุโรปผิดความตกลงแกตต์ 1994 มาตราที่ 1, 2, 3, 10, 11, และ 13 ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวกับการที่ประเทศสมาชิกแกตต์ต้องปฏิบัติอย่างดียิ่งต่อสมาชิกแกตต์ด้วยกัน ที่เรารู้จักกันสั้นๆ ว่า MFN (Most-Favored Nation Treatment) ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้เป็นมาตราที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจำกัดการนำเข้า ซึ่งสหภาพยุโรปได้ต่อสู้โดยอ้างมาตราของแกตต์หลายมาตรา ว่าสามารถจำกัดการนำเข้าได้ รวมทั้งมาตรา 11 และ 24 ซึ่งอนุญาตให้ประเทศสมาชิกแกตต์จำกัดการนำเข้าได้ รวมถึงการที่จะต้องมีมาตรการเพื่อรวมตัวกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจด้วย ซึ่งในกรณีของสหภาพยุโรป คือ LOME Convention ที่สหภาพยุโรปถือว่าได้รับการยกเว้น (Waive) ตามมาตรา 11 และ 24 ของแกตต์
อนึ่ง มาตราต่างๆ ภายใต้แกตต์ 1994 เหล่านี้ ภายหลังเมื่อได้ตั้ง WTO แล้ว ได้รวมไว้เป็นข้อตกลงภายใต้ WTO ด้วย จนถึงปัจจุบัน
นอกจากการฟ้องว่าผิดข้อตกลงของแกตต์แล้ว ยังมีการฟ้องว่าผิดความตกลงอนุญาตนำเข้า (Import Licensing Agreement) และการฟ้องที่มีการยกขึ้นหลายครั้งและยืดเยื้อต่อมานั้น มีการฟ้องผิดความตกลงเกษตร (Agreement on Agriculture) ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ (Services) และความตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับการลงทุนด้วย (Trade Related Investment Measures)
ในช่วงแรกคณะผู้พิจารณา (Panel) ได้ตัดสินให้ประเทศผู้ฟ้องเป็นฝ่ายชนะ ประเด็นที่น่าสนใจคือ การจำกัดการนำเข้า (Restriction) ที่กฎระเบียบยกเว้นให้ทำได้นั้น ไม่รวมถึงการห้ามนำเข้า (Prohibition) และขัดกับมาตรา 24 (เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Lome Convention) แต่ไม่ได้ขัดกับ Licensing Agreement
อย่างไรก็ตาม เมื่อสหภาพยุโรปอุทธรณ์ประเด็นด้านกฎหมายและการตีความมาตราต่างๆ ของคณะผู้พิจารณาต่อกรรมการอุทธรณ์ (Appellate Body) คณะกรรมการอุทธรณ์มีความเห็นสอดคล้องกับ Panel ยกเว้นประเด็นที่เกี่ยวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับ Lome Convention ที่คณะกรรมการอุทธรณ์ตีความว่าไม่ขัดกับมาตรา 24 ที่สหภาพยุโรปได้รับการยกเว้นไว้ แต่การดำเนินการของสหภาพยุโรปขัดกับ Licensing Agreement
เมื่อตัดสินแล้วจึงมาถึงขั้นที่สหภาพยุโรปต้องดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามคำตัดสิน ซึ่งผู้เขียนคงไม่ลงไปในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ผลการตัดสินปรากฏได้มีการร้องเรียนจากฝ่ายผู้ฟ้องเป็นระยะๆ ว่าสหภาพยุโรปไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน เช่น สหรัฐฟ้องว่าการที่สหภาพยุโรปไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อการค้าของสหรัฐ นอกจากนี้สหรัฐยังเคยตอบโต้โดยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่มาจากสหภาพยุโรป ตั้งแต่แคชเมียร์จากสกอตแลนด์ ไปจนถึงเนยจากฝรั่งเศส และถูกสหภาพยุโรปร้องเรียนต่อ WTO (DSB : Despite Settlement Body) ว่าสหรัฐดำเนินการโดยพลการ ไม่ได้มีการขออนุญาตต่อ WTO
สำหรับการฟ้องว่าขัดต่อความตกลงว่าด้วยการค้าบริการนั้น ผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่าเกี่ยวข้องอย่างไร ผู้เขียนขอยกมาเพียงสั้นๆ ว่า เป็นเรื่องการขายส่ง (Whole Sale) ซึ่งในความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ สหภาพยุโรปตกลงให้ MFN กับสมาชิก WTO ตามมาตรา 2 และ 17 ซึ่งมีการกำหนดหลักการ (Principle and Subordinate) MFN ว่าด้วยเรื่อง Whole Sale Trade Services ไว้ จึงถือว่าสหภาพยุโรปเลือกปฏิบัติ
ส่วนเรื่องความตกลงสินค้าเกษตรนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจำกัดการนำเข้าโดยการใช้โควตาภาษี การกำหนดภาษีภายในโควตาและภายนอกโควตาที่ต่างกันเมื่อนำเข้าจากประเทศ ACP และเมื่อนำเข้าจากประเทศสมาชิก WTO อื่นๆ
การฟ้องร้องและต่อสู้ในระยะหลังๆ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติข้อพิพาท และความตกลงหลายฝ่ายที่ได้มีการลงนามกันไว้เมื่อจัดตั้ง WTO ดังที่ได้กล่าวถึงในฉบับที่แล้ว การที่สหภาพยุโรปผิดหรือไม่ผิดมาตราต่างๆ ที่กำหนดไว้ในกระบวนการยุติข้อพิพาท เรื่องของกำหนดระยะเวลาที่ให้สหภาพยุโรปแก้ไข Import Regime ในเรื่องกล้วยให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของ WTO และเรื่องการตีความคำตัดสินต่างๆ ซึ่งกว่าจะบีบกันจนหน้าเขียวหน้าเหลืองและทำสำเร็จ มีการลงนามโดยพร้อมเพรียงกัน และประเทศผู้ฟ้องกับประเทศผู้ถูกฟ้องมานั่งในที่ประชุมและกล่าวแถลงว่าสามารถหาข้อยุติได้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายก็ใช้เวลาเกือบ 20 ปี คือ
วันที่ 8 พ.ย. ปี ค.ศ. 2012 และกว่าสหภาพยุโรปจะแก้ไข Import Regime ให้เรียบร้อยในปี ค.ศ. 2017 ก็ 20 ปีพอดี







