posttoday
มหาอำนาจลงทุนหนัก ดันโภคภัณฑ์กลับสู่ขาขึ้น

มหาอำนาจลงทุนหนัก ดันโภคภัณฑ์กลับสู่ขาขึ้น

01 มีนาคม 2560

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาปรับขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากภาวะสินค้าล้นตลาดเริ่มเบาบางลงไป และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะในจีน รวมถึงสหรัฐที่มีแนวโน้มหันลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น และทำให้นักลงทุนหันกลับมาหาสินค้าโภคภัณฑ์อีกครั้ง

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาปรับขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากภาวะสินค้าล้นตลาดเริ่มเบาบางลงไป และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะในจีน รวมถึงสหรัฐที่มีแนวโน้มหันลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น และทำให้นักลงทุนหันกลับมาหาสินค้าโภคภัณฑ์อีกครั้ง

ในปี 2016 ที่ผ่านมา ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์กปรับขึ้น 11% นับเป็นการปรับขึ้นในรอบปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 แม้ในช่วงต้นปีเดียวกันดัชนีดังกล่าวจะดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่ช่วงปี 1990

ในช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดำดิ่งนั้น นำโดยราคาน้ำมันที่ดำดิ่งลงไปอยู่ในช่วง 20-30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ราคาน้ำมันดังกล่าวปรับขึ้นสูง 10% ในช่วงไตรมาส 4 ช่วยกอบกู้ภาพรวมของโภคภัณฑ์ในทั้งปีขึ้นมาได้หลังกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และผู้ผลิตนอกกลุ่มอย่างรัสเซีย ร่วมมือกันปรับลดกำลังการผลิตรวม 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

นอกเหนือไปจากน้ำมันแล้ว พลังงานหลายตัวก็ปรับขึ้นเช่นกัน เช่น ถ่านหินที่ปรับขึ้นถึง 38% เนื่องจากแรงซื้อจากจีนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและความพยายามของรัฐบาลจีนในการจำกัดผลผลิตส่วนเกินด้วยการลดการผลิตถ่านหินลง ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติปรับขึ้น 8% เป็นผลมาจากแรงซื้อของสหรัฐที่ประสบกับอากาศหนาวเย็นผิดปกติในช่วงเดือน ธ.ค.

สำหรับราคาโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่พลังงาน ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้น 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังจากโภคภัณฑ์ในส่วนที่ไม่ใช่พลังงานนั้นปรับลดลงไป 6% ในปี 2016 ที่ผ่านมา โดยเวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่า ราคาเหล็กรวมทุกชนิดคาดจะปรับขึ้นมากถึง 10% จากแรงซื้อของจีนและการปรับลดการผลิตหลังเหมืองใหญ่หลายแห่งทั้งในออสเตรเลีย แคนาดา และไอร์แลนด์ ต้องปิดตัวลงไปในช่วงราคาถูก

ที่ผ่านมานั้น ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงไปเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยเฉพาะกับผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีน ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออก หันเป็นการเติบโตด้วยภาคบริการและการบริโภคภายในประเทศ จนส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม จีนไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่โมเดลเติบโตใหม่ได้รวดเร็วนัก จึงต้องกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปก่อน โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา จีนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ถาวรมากถึง 15.2 ล้านล้านหยวน (ราว 77 ล้านล้านบาท) และมีความพยายามในการดึงภาคเอกชนมาลงทุน เช่น การทำหุ้นส่วนระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่ชนบทที่คาดจะสูงถึง 3.4 ล้านล้านหยวน (ราว 17 ล้านล้านบาท) ภาพในปี 2016-2020

การลงทุนจากจีนนับเป็นปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ราคาโภคภัณฑ์กลับมาสู่ยุคขาขึ้นอีกครั้ง ขณะเดียวกัน แม้สหรัฐจะเป็นผู้ซื้อรายเล็กกว่าจีนมาก เช่น ทองแดงที่จีนเป็นผู้นำเข้าเบอร์ 1 ของโลกด้วยการครองสัดส่วนราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 7.5% เท่านั้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในยุคของทรัมป์ที่อาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปี ข้างหน้าก็นับเป็นปัจจัยที่น่าจับตามอง

ราคาโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมีส่วนกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใช้สำหรับการก่อสร้างและการผลิต แต่ในขณะเดียวกันนั้น อัตราเงินเฟ้อก็คาดจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายของทรัมป์ในส่วนอื่นๆ อีก เช่น นโยบายเป็นมิตรกับภาคธุรกิจอย่างการปรับลดภาษีที่จะทำให้เอกชนและประชาชนมีเงินในมือมากขึ้น เป็นต้น จะกลับมาเป็นแรงหนุนให้กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อีก

การกลับมาของสินค้าโภคภัณฑ์ทำให้ประเทศที่ส่งออกสินค้าเหล่านั้นหายใจหายคอในปีนี้ได้บ้าง ขณะที่ภาคเอกชนต่างก็มีผลประกอบการดีขึ้น เช่น บีเอชพี บิลลิตัน ผู้ผลิตโภคภัณฑ์รายใหญ่จากออสเตรเลีย มีผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016 เพิ่มขึ้นเป็น 3,240 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2015 ที่อยู่ที่เพียง 412 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท)

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ ซิตี้กรุ๊ป อิงค์ จะเปิดเผยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ กลับปรับการลงทุนหันมาหาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น ด้วยแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว และด้วยราคาที่ปรับขึ้นมาแล้ว นอกจากนี้ ซิตี้กรุ๊ป ยังระบุว่า สินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสินทรัพย์อื่นๆ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้จีนต้องเริ่มมาควบคุมการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ที่ปรับขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดัชนีราคาผู้ผลิตสำหรับวัสดุก่อสร้างปรับขึ้นมากถึง 12.9% และสินค้าเหมืองปรับขึ้นแรงถึง 31%

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติจีน (เอ็นดีอาร์ซี) กำลังตรวจสอบการปั่นตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจมีการเก็งกำไรมากเกินปกติ หลังราคาเหล็กในตลาดเซี่ยงไฮ้ฟิวเจอร์สปรับตัวสู่จุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2013 เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาแร่เหล็กในตลาดโภคภัณฑ์ต้าเหลียนปิดตลาดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 แม้จำนวนการซื้อขายจะต่ำกว่าปกติ

แม้ความเสี่ยงต่อราคาโภคภัณฑ์จะยังคงมีอยู่ แต่ในช่วงขาขึ้นนี้เป็นช่วงเนื้อหอมที่ดึงดูดเม็ดเงินกลับมาลงทุนโภคภัณฑ์อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท