posttoday
นโยบายต้องชัด

นโยบายต้องชัด

01 มีนาคม 2560

หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินการตามแผนที่วางไว้ขนาดนี้แล้ว ในส่วนของผู้กำหนดนโยบายและฝ่ายปฏิบัติการ ก็ไม่น่าจะซื้อเวลาโครงการดังกล่าว ให้เสียงบประมาณไปศึกษาครั้งละ 30-40 ล้านบาท และเสียเวลาจากที่ล่าช้ามา 2-3 ปีแล้ว

หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินการตามแผนที่วางไว้ขนาดนี้แล้ว ในส่วนของผู้กำหนดนโยบายและฝ่ายปฏิบัติการ ก็ไม่น่าจะซื้อเวลาโครงการดังกล่าว ให้เสียงบประมาณไปศึกษาครั้งละ 30-40 ล้านบาท และเสียเวลาจากที่ล่าช้ามา 2-3 ปีแล้ว

บนปัญหาดังกล่าวคงถึงเวลาที่จะต้องใช้ความกล้าในการตัดสินใจที่จะปรับแผน หรือจะเดินหน้า ไม่ควรซื้อเวลาอีกต่อไปให้กระทบแผนใหญ่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือพีดีพี ที่มีมติเห็นชอบกำหนดยุทธศาสตร์การใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้กระจายออกไปเพื่อความมั่นคงของประเทศ

จากปัจจุบันที่สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ายังคงใช้ก๊าซในการผลิตเป็นส่วนใหญ่ที่กว่า 60% รองลงไปเป็นการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 20% อันดับสามเป็นเชื้อเพลิงจากถ่านหินกว่า 10% และเชื้อเพลิงอื่นเกือบ 10% ซึ่งตามแผนพีดีพีจะมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และเชื้อเพลิงอื่นๆ มากขึ้น เพื่อลดการใช้ก๊าซลง

การซื้อเวลาของฝ่ายบริหารกรณีโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่ล่าสุดยังคงโยนกันไปโยนกันมาถึงปัญหาการทำเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment : EHIA) ที่มีการศึกษาไว้เมื่อปี 2557 เพื่อที่จะมีเวลามากพอให้สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ขนาด 800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้เวลาสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดดังกล่าว 4-5 ปี จะได้ป้อนไฟฟ้าเข้าระบบให้ได้ตามแผนในปี 2564 หรือควรจะได้ข้อสรุปเพื่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ภายในปี 2559 ที่ผ่านมา หรืออย่างช้าปี 2560

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมีความเห็นออกมาให้ไปศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเอใหม่ ซึ่งมีการมองต่างมุมของกลุ่มประชาชนในพื้นที่และกลุ่มค้านสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่โดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ว่าคำว่าศึกษาใหม่ต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรกการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกระทบสุขภาพ ไม่ใช่เอาผลการศึกษาเดิมมาขยายวงการมีส่วนร่วมตามที่ฝ่ายปฏิบัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่เห็นว่าสามารถเดินหน้าต่อจากผลศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเอเดิม โดยกรณีนี้หากเริ่มต้นใหม่ จะต้องใช้งบศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเออีก 30-40 ล้านบาท และต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกปีครึ่งถึง 2 ปี

ทั้งนี้จากภาพรวมทั้งหมดก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายนโยบายจะต้องตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ ไม่ใช่มีความเห็นออกมาอย่างต้องนำไปตีความ เพราะความมั่นคงพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในความเชื่อมั่นในเรื่องต่างๆ ของประเทศที่จะตามมา เช่น เป็นปัจจัยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นปัจจัยที่อาจจะกระทบการลงทุนในประเทศ โครงการรถไฟฟ้าหลายสายที่รัฐบาลเดินหน้าประมูล การวางยุทธศาสตร์ประเทศไทยไปเป็นไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น หากการพัฒนาแผนพลังงานพีดีพี ซึ่งจะเป็นการวางแผนลงทุนผลิตไฟฟ้าตามคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะเติบโตปีละ 3-5% ไม่เป็นไปตามแผน และเมื่อถึงเวลานั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ ภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมการค้า ภาคบริการ ต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ วิกฤตนี้คงสร้างผลกระทบกับความเชื่อมั่นที่รัฐบาลลงทุนสร้างมาอย่างมากมายลงไปในพริบตา รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจเรื่องแล้วอย่าซื้อเวลาต่อไปเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท