posttoday
ดัชนีผลผลิตฯพุ่งสูงสุด 8 เดือน

ดัชนีผลผลิตฯพุ่งสูงสุด 8 เดือน

01 มีนาคม 2560

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือน ม.ค. 2560 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 109.89 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.1% จากเดือน ธ.ค. 2559

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือน ม.ค. 2560 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 109.89 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.1% จากเดือน ธ.ค. 2559

วีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ดัชนีเอ็มพีไอที่ดีขึ้นส่งผลให้ดัชนีอุตสาหกรรมเป็นบวก ได้แก่ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค รถยนต์ โดยภาคอุตสาหกรรมหลักยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 29.77% โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมรถยนต์ ขณะที่ชิ้นส่วนอุปกรณ์สื่อสาร เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า ขยายตัว 13.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเหล็กเส้นข้ออ้อยเหล็กลวด และเหล็กลวดแรงดึงสูง ตลอดจนเหล็กทรงแบนมีความต้องการเพิ่มขึ้นในเหล็กเคลือบสังกะสี และเหล็กแผ่นรีดร้อน จากราคาสินค้าเหล็กที่ยังคงปรับสูง ทำให้ได้คำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์รักษาโรค เพิ่มขึ้น 23.32% รวมถึงมีการขยายฐานการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย

ด้านอุตสาหกรรมที่ส่งผลในเชิงลบ ได้แก่ เครื่องประดับ เนื่องจากแรงซื้อที่ลดต่ำ เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนลดลง เนื่องจากมีการเลิกผลิตสินค้ารุ่นเก่าที่ผลิตเป็นจำนวนมาก แต่เปลี่ยนไปเป็นการผลิตรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงาน กลุ่มยาสูบ เนื่องจากมีการเร่งผลิตจากกระแสข่าวที่จะมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต

สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือน ม.ค. 2560 อยู่ที่ 60.46% ซึ่งลดลงจากเดือน ธ.ค. 2559 ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 63.26% และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 65.12% โดยการลดลงดังกล่าวสวนทางกับดัชนีเอ็มพีไอที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการคำนวณรูปแบบใหม่ที่ตัดอุตสาหกรรมบางอย่างออกจากการคำนวณ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกตัดออกคือกลุ่มที่มีการผลิตในประเทศลดลง แต่ให้น้ำหนักกลุ่มที่มีการผลิตในประเทศมากขึ้นแทน

ขณะที่ คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงการส่งออกในเดือน ม.ค. 2560 มีมูลค่าทั้งสิ้น 5.98 แสนล้านบาท ขยายตัว 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับราคาทองคำแท่งที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 200%

ตลอดจนการเร่งสั่งสินค้าสำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีนที่มียอดสั่งซื้ออย่างมากในเดือน ธ.ค.ปีก่อน โดยกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าขยายตัวสูงที่สุด เช่น ทองคำ ยังไม่ได้ขึ้นรูป มูลค่า 2.13 หมื่นล้านบาท ยางพารามูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาทผลไม้สด ผลไม้แช่แข็งและอบแห้ง มูลค่า 5,600 ล้านบาท คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนมูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนด้านสินค้าที่มูลค่าหดตัวในช่วงเดือน ม.ค. เช่น กุ้งสดและกุ้งแช่แข็ง มูลค่า 1,750 ล้านบาท ลดลง 50% ข้าว มูลค่า 1.21 หมื่นล้านบาท ลดลง 20.09% และน้ำตาลทราย มูลค่า 4,720 ล้านบาท ลดลง 26.23% อย่างไรก็ตามด้านประเทศคู่ค้าหลักที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ มูลค่ารวม 2.62 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 49.84% ประเทศจีน มูลค่ารวม 7.52 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 30.82% และสหรัฐอเมริกา มูลค่า 6.75 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 9.48% ส่วนญี่ปุ่นมูลค่า 5.58 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 6.38%

ด้าน วัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. กล่าวว่า การส่งออกไปสู่ตลาดอาเซียนในปีที่ผ่านมายังถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.8 ล้านล้านบาท และมีอัตราเฉลี่ยขยายตัวอยู่ที่ 13.2% ส่วนปีนี้ประเทศที่มีศักยภาพการขยายตัวของตลาดได้ดี ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากแต่ละประเทศเดินหน้าลงทุนยกกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ 4.0 ตลอดจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับศักยภาพการเติบโตของตัวเลขจีดีพีจากกำลังซื้อของประชากรจำนวนมากในกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยมูลค่าการส่งออกไปอาเซียนในเดือน ม.ค.พบว่า สิงคโปร์มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท