posttoday

ถอยโรงไฟฟ้าสุดซอย เลี่ยงเปิดศึกรอบด้าน

01 มีนาคม 2560

นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 มีจุดที่เป็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจ คือ การเผชิญหน้ากับแรงต้านของ คสช. ทั้งๆ ที่ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 มีจุดที่เป็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจ คือ การเผชิญหน้ากับแรงต้านของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งๆ ที่ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศอย่างเป็นทางการว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง

ในเมื่อรัฐบาลประกาศให้ปีนี้เป็นช่วงเวลาของการทำสองภารกิจใหญ่แล้ว ด้านหนึ่งบรรยากาศทางการเมืองก็ควรเป็นไปด้วยความสงบ เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิรูปและการปรองดอง แต่ทำไปทำมากลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากรัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ไม่พอใจกับการทำงานของ คสช. ซึ่งอย่างน้อยปรากฏออกมาให้เห็น 3 กรณีแล้ว

กรณีที่ 1 การชุมนุมต่อต้านมาตรา 44 ของกลุ่มสนับสนุนวัดพระธรรมกาย กรณีนี้ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจของ คสช.อย่างชัดเจน กล่าวคือ พุ่งเป้าไปที่การทำลายความชอบธรรมของ คสช.โดยตรง เพราะการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของ คสช.ทุกครั้งก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยเจอกับแรงต่อต้านมากเท่ากับครั้งนี้

การท้าทายมาตรา 44 ของกลุ่มวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้น จึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามตบหน้า คสช.อย่างรุนแรง เพื่อใช้พลังมวลชนกดดัน คสช.และแสดงให้สังคมเห็นว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช.เริ่มขาดความชอบธรรม เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งถึงจนถึงเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่สามารถแก้เกมนี้ของกลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายได้แต่อย่างใด

กรณีที่ 2 การเตรียมประกาศชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งประกาศว่าหากรัฐบาลไม่เดินหน้าจัดการเลือกตั้งภายในเดือน ส.ค.นี้ จะจัดการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูก คสช.กดดันจนเคลื่อนไหวลำบากมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น การที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ประกาศเตรียมสู้กับ คสช.อีกครั้ง ย่อมเป็นสถานการณ์ที่ลำบากอีกครั้งของ คสช. เพราะเวลานี้ความชอบธรรมของ คสช.ไม่ได้สูงเหมือนในอดีตแล้ว

กรณีที่ 3 การต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน จ.กระบี่ แม้จะไม่ได้เป็นการชุมนุมในเรื่องการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการรวมตัวชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและศูนย์กลางอำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาล

ผลจากการชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ยุติการชุมนุม ซึ่งด้านหนึ่งดูเหมือนเป็นชัยชนะของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะผลที่แท้จริง คือ ภาวะขาลงที่เกิดขึ้นกับ คสช.

ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีใครออกมารวมตัวต่อต้าน คสช. กลุ่มผู้มีอำนาจจะใช้กลไกที่ตัวเองมีจัดการกับฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มที่ จนนำมาซึ่งความสงบบนท้องถนนอันเป็นไปตามความปรารถนาของ คสช. แต่นั่นเป็นเพียงการก่อให้เกิดความสงบเฉพาะภายนอก เพราะภายในลึกๆ แล้ว คสช.กำลังผลักมิตรให้เป็นศัตรูเข้าไปทุกวัน

กว่า 2 ปีที่ คสช.บริหารประเทศ มีหลายเรื่องที่มีเสียงสนับสนุน และมีหลายเรื่องที่ คสช.ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับสาธารณะได้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามการทุจริต

คสช.ประกาศมาตลอดว่านอกเหนือไปจากการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองแล้ว ยังต้องการวางรากฐานเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตด้วย

ทว่ามีหลายครั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏสู่สาธารณะว่ามีพวกพ้องและคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส แต่ผู้นำกลับไม่เคยเข้าไปดำเนินการให้เป็นตัวอย่าง โดยอ้างเพียงแค่ว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบ

ยิ่งปล่อยไป ยิ่งนานวันทุกอย่างกลายเป็นปัญหาสะสมที่ซุกอยู่ใต้พรม ส่งผลให้ความชอบธรรมที่ คสช.ควรจะมีเพื่อใช้แก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 จึงไม่สามารถทำได้ เมื่อต้องใช้มาตรา 44 หลายครั้ง เท่ากับว่า คสช.ใช้อำนาจพิเศษจนเกินความจำเป็นและเฟ้อในที่สุด ดังจะเห็นได้จากการถูกกลุ่มวัดพระธรรมกายท้าทายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม คสช.ก็ยังคงมองเห็นปัญหาที่ว่ามานี้อยู่บ้าง มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “เนื่องจากนายกฯ เป็นห่วงเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำชับว่าจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และเพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว จึงต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ”

ถ้าจะเรียกว่าเป็นการถอยสุดซอยก็คงไม่แปลกแต่อย่างใด ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องใส่เกียร์ถอย ทั้งๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ยังประกาศจะเดินหน้าโครงการ เพราะ คสช.เองยังไม่ต้องการเปิดศึกรอบด้าน

อย่างที่ทราบ คสช.กำลังเผชิญกับศึกหลายด้านทั้งการชุมนุมและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในหลายเรื่องยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ดังนั้น อะไรที่ คสช.คิดว่าพอถอยได้ จึงยอมถอยเพื่อลดแรงต่อต้านและไม่ต้องการเปิดหน้ารบกับฝ่ายอื่นๆ ไปมากกว่านี้

อย่างน้อย คสช.ไม่ต้องมีศัตรูไปมากกว่านี้ในช่วงที่ความชอบธรรมของตัวเองกำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้น หุ้นเทคโนโลยีรีบาวด์ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจ