
ตะวันออกกลาง กับ รพ.เอกชน
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
ก่อนหน้านี้ตามโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ จะมีชาวต่างชาติเข้ารับการรักษาจำนวนมาก ทั้งที่เป็นคนไข้นอกและคนไข้ใน ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศเพื่อท่องเที่ยวและมีกิจกรรมด้านสุขภาพด้วย (Medical Tourism) รวมถึงชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศ (EXPAT)
การที่โรงพยาบาลชั้นนำของไทยมีลูกค้าต่างชาติจำนวนมากนั้น สืบเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 2540 ทำให้จำนวนคนชั้นกลางผู้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนลดน้อยลง โรงพยาบาลเอกชนจึงต้องทำตลาดลูกค้าต่างชาติให้มากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลทุกชุดได้ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบริการสุขภาพ (Medical Hub) ซึ่งการรักษาในประเทศไทยเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติมาก เพราะการรักษาของโรงพยาบาลเอกชนไทยมีมาตรฐานสูง มีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งที่ได้รับรองมาตรฐานสากล JCI จากสหรัฐอเมริกาและมาตรฐาน DNV GL จากยุโรป มีการบริการที่ยอดเยี่ยม แต่ราคาไม่แพง อีกทั้งมีแหล่งท่องเที่ยว และธุรกิจต่อเนื่อง เช่น สปาและนวดแผนไทยอีกด้วย
ในบรรดาชาวต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนไทย มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นชาวตะวันออกกลาง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนชาวตะวันออกกลางที่เข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมากนั้นลดลงเรื่อยๆ สาเหตุที่อธิบายกันนั้นมักจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อรายรับ การมีจำนวนวันของเทศกาลรอมฎอนเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี รวมทั้งภาวะทางการเมืองและสถานการณ์ภายในของประเทศไทยเอง ซึ่งนักวิเคราะห์มักคาดการณ์กันว่าเป็นปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น ไตรมาสต่อไปหรือปีต่อๆ ไป สถานการณ์จะดีขึ้น จำนวนชาวตะวันออกกลางจะกลับเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์มากขึ้นเช่นเดิม
แต่ปัจจัยสำคัญที่ยังไม่เคยมีใครกล่าวถึง คือการที่ตะวันออกกลางได้เริ่มสร้างและมีโรงพยาบาลชั้นนำเป็นของตนเองแล้วเช่นที่เมืองดูไบ ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เริ่มเปิดให้บริการแล้ว และที่เมืองเจดดาห์ ในประเทศซาอุดิอาระเบียที่กำลังก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่อยู่ หากโรงพยาบาลสร้างแล้วเสร็จ ชาวตะวันออกกลางไม่ต้องเดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อใช้บริการทางการแพทย์อีกต่อไป แต่สามารถเข้ารับการรักษาในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางได้ ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนไทยไม่มีนโยบายที่จะไปสร้างโรงพยาบาลในประเทศตะวันออกกลางเพราะติดขัดเรื่องอัตราส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถควบคุมกิจการได้
นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการติดต่อชักชวนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของไทยไปทำงานในโรงพยาบาลใหม่ที่ตะวันออกกลาง หากเป็นเช่นนั้นประเทศไทยอาจประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคตอันใกล้
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดจากการลดลงของลูกค้าชาวตะวันออกกลาง คือ รายได้ของโรงพยาบาลใหญ่ที่รับลูกค้าชาวต่างชาติจากตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ รายได้ไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยในปี 2556 2557 และ 2558 โรงพยาบาลมีรายได้ประมาณ 14,657 ล้านบาท 15,910 ล้านบาท และ 17,941 ล้านบาท ตามลำดับ แต่ในปี 2559 จนถึงไตรมาส 3 โรงพยาบาลมีรายได้ 13,742 ล้านบาท คาดว่าจนถึงไตรมาส 4 อาจจะมีรายได้พอๆ กับปีที่ผ่านมา ไม่เติบโตมากอย่างที่เคยเป็น แม้โรงพยาบาลจะยังคงมีกำไร แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรลดลง
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยได้ขายหุ้นของโรงพยาบาลดังกล่าวออก ทำให้ราคาหุ้นลดลงมาก เพราะเมื่อเทียบกับกำไรแล้ว อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร หรือที่เรียกกันว่า PE ของโรงพยาบาลดังกล่าวในปี 2560 นี้อยู่ที่ประมาณ 36 เท่า เทียบกับ 45.91 เท่า ในปี 2558 และ 37.01 เท่า ในปี 2559 การที่ PE ต่ำหมายถึง หุ้นมีราคาถูก ต้องพิจารณาด้วยว่า เป็นเพราะราคาหุ้นลดลงเพียงอย่างเดียว หรือกำไรของกิจการลดลงหรือไม่ด้วย เนื่องจาก PE มีองค์ประกอบสองส่วน คือ ราคากับกำไร
แม้ว่าลูกค้าชาวตะวันออกกลางจะลดลง แต่การที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC มีผลบังคับใช้ทำให้มีชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านใน AEC เดินทางเข้ามามาก ทั้งเพื่อทำงานและท่องเที่ยว การที่โรงพยาบาลเอกชนและการแพทย์ของไทยมีความเจริญก้าวหน้า ทันสมัยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เศรษฐีผู้มีฐานะดีในประเทศดังกล่าว เช่น เมียนมาและกัมพูชา เข้ามารับการรักษาและใช้บริการเกี่ยวกับสุขภาพในประเทศไทย โดยเฉพาะเศรษฐีชาวเมียนมานั้น นิยมออกมารักษาตัวนอกประเทศที่ประเทศไทยมากที่สุด เพราะอยู่ใกล้ ในช่วงที่ผ่านมาจำนวนลูกค้าชาวเมียนมาเลื่อนขึ้นมาเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และโรงพยาบาลกรุงเทพ ส่วนโรงพยาบาลสมิติเวช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือของโรงพยาบาลกรุงเทพ และมีผู้ใช้บริการชาวต่างชาติจำนวนมากนั้น ก่อนหน้านี้มีแผนกลูกค้าญี่ปุ่น และล่ามภาษาญี่ปุ่น สำหรับให้ความช่วยเหลือในการสื่อสารกับแพทย์เท่านั้น แต่ระยะหลังมีเคาน์เตอร์เมียนมาสำหรับให้บริการลูกค้าชาวเมียนมาโดยเฉพาะด้วย
จากสาเหตุข้างต้น การที่จะนำพาประเทศไทยให้เป็น Medical Hub โดยหวังลูกค้าจากตะวันออกกลางเป็นลูกค้าหลักส่วนหนึ่ง คงต้องมีการปรับกลยุทธ์และปรับทิศทางใหม่ โดยหันมาสนใจและมุ่งเน้นลูกค้าในกลุ่มประเทศ AEC และเอเชียด้วยกัน เช่น เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย และจีน มาทดแทนกลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางที่ลดลงไป ทั้งในส่วนของผู้ที่เดินทางมารักษาโดยตรง และผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย รวมถึงครอบครัวและผู้ติดตามด้วย







