
ศธ.เล็งส่งช่างกลเกเรลง3จว.ใต้
ศธ.งัดมาตรการดัดนิสัยขาโจ๋ทั้งอาชีวะและมัธยมชอบยกพวกวิวาท เตรียมจับมือทหารส่งหัวโจกลงทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมสั่งปิดเทคโลยีบางกะปิ 7 วัน
ศธ.งัดมาตรการดัดนิสัยขาโจ๋ทั้งอาชีวะและมัธยมชอบยกพวกวิวาท เตรียมจับมือทหารส่งหัวโจกลงทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมสั่งปิดเทคโลยีบางกะปิ 7 วัน
นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงภายหลังหารือร่วมกับ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมกลุ่มเสี่ยงของรัฐในกทม.ประมาณ 40 แห่งและเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนี้ ที่รัฐสภาเพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหานร.ทะเลาะวิวาทก่อเหตุรุนแรงว่า ทีประชุมมีข้อเสนอให้ใช้มาตรการเข้มข้นกับบรรดาเด็กนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ชอบยกพวกก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทั้งในระดับอาชีวศึกษา และมัธยมศึกษา โดยศธ.จะประสานขอความร่วมมือกับทางหน่วยงานทหาร จัดกิจกรรมคัดเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงลงไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์รูปแบบต่างๆในพื้นที่ที่มีความยากลำบากในท้าทายในการใช้ชีวิต อย่างเช่นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
"ศธ.ยืนยันว่าจะเอาจริงแน่ๆกับมาตรการที่ว่านี้ และได้ให้หน่วยงานหลักๆอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปศึกษารายละเอียด แนวทางของกิจกรรม รวมถึงคุณลักษณะของเด็กที่จะถูกคัดมาร่วมกิจกรรมแล้ว"นายชินวรณ์กล่าว
นอกจากนี้ได้พิจารณาสั่งปิดการเรียนการสอน โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิเป็นเวลา 7 วัน นับจากวันนี้ หลังจากที่มีนักดรียนก่อเหตุยิงปืนใส่รถเมล์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามที่ศธ. เพิ่งจะสั่งปิดการเรียนการสอน ก็เพราะเมื่อนำข้อมูลมาทบทวนพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วพบว่า โรงเรียนดังกล่าวมีปัญหานักเรียนชอบก่อเหตุยกพวกทะเลาะวิวาทใช้ความรุนแรงในสังคมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และหากในอนาคตยังมีปัญหาอีกก็จะพิจารณา ตัดเงินอุดหนุน และเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งต่อไป
นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากกิจกรรมส่งเด็กมีปัญหาไปพื้นที่ท้าทายแล้ว กทม.จะร่วมมือกับศธ.จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการทำความสะอาดเมือง ลอกท่อระบายน้ำ กวาดถนน โดยเห็นว่าเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมควรจะถูกนำส่งมาทำกิจกรรมเหล่านี้ด้วย ซึ่งศธ.ก็สนับสนุน รวมทั้ง กทม. จะพิจารณาติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดเสี่ยงที่มีนักเรียนรวมตัวก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันอีกประมาณ 10,000 ตัว โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554
หลังจากนี้ศธ.จะกลับไปทบทวนกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม ดูแล ลงโทษ เยาวชนที่มีพฤติกรรมกระทำผิดกกหมาย โดยเฉพาะในเรื่องความรุนแรง เพื่อดูว่ากฎหมายยังมีช่องว่างอะไรถึงทำให้เด็กก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น และบทลงโทษต่างๆนั้นเหมาะสมเพียงพอที่จะทำให้เกิดความตื่นตัวที่จะไม่กระทำผิดหรือยัง
นอกจากนี้ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองควรมีส่วนในการรับผิดชอบการกระทำของเด็กที่ทำผิดในอายุต่ำกว่า 18 ปีขนาดไหน ควรจะปรับปรุงให้เอาผิดผู้ปกครองได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือไม่ เพราะขณะนี้กฎหมายเปิดช่องให้เอาผิดกับผู้ปกครองที่ไม่เอาใจใส่ดูแลบุตรหลาน ปล่อยบุตรหลานไปกระทำผิดกฎหมาย แต่การเอาผิดนั้นต้องรอให้ผู้เสียหายเป็นผู้ฟ้องร้อง
กรอบการดูแลป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมนักเรียนก่อเหตุวิวาทใช้ความรุนแรงเหล่านี้ ศธ.จะรวบรวมนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณารวมทั้งจะเสนอให้สั่งการมอบหมายหน่วยงานหลักอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ให้ทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการร่วมกันในการแก้ปัญหาด้วย
ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการที่จะส่งกลุ่มเด็กที่ชอบก่อเหตุไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ท้าทายอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ได้แนวคิดมาจาก ประชาชนที่แสดงความคิดเห็นมายังรายการโทรทัศน์มากมายว่าควรให้เด็กกลุ่มนี้ทำกิจกรรมแบบนี้ ซึ่งน่าจะมีผลเชิงป้องปราม ทำให้เกิดความขยาดกลัวแก่เด็กที่คิดจะก่อเหตุได้บ้าง
"พื้นที่เสี่ยงอย่างจังหวัดชายแดนใต้ต้องการวีรบุรุษ ต้องการคนที่มีความกล้าลงไปทำงานเชิงพัฒนา ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้เหมาะมากเพราะมีความกล้า มีพลังเยอะ กิจกรรมที่จะจัดให้ทำก็จะเป็นเหมือนกิจกรรมวิวัฒน์พลเมืองที่หน่วยทหารมีรูปแบบดำเนินการอยู่แล้ว"นายชินภัทรกล่าว







