posttoday
ผ่าพิมพ์เขียวแก้รธน.ร้อน!!ไม่ยุบพรรค-เพิ่มโทษรายคน

ผ่าพิมพ์เขียวแก้รธน.ร้อน!!ไม่ยุบพรรค-เพิ่มโทษรายคน

06 กันยายน 2553

ถึงแม้ว่าจะยกเลิกบทบัญญัติที่เป็นการยุบพรรคไป แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และยังเพิ่มระดับความรุนแรงต่อกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค เป็นสิบและสิบห้าปีตามลำดับ

ถึงแม้ว่าจะยกเลิกบทบัญญัติที่เป็นการยุบพรรคไป แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และยังเพิ่มระดับความรุนแรงต่อกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค เป็นสิบและสิบห้าปีตามลำดับ

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว 

ภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งสำนักนายกฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน  คณะกรรมการฯได้ศึกษาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นแล้ว  พร้อมนำไปสรุปเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นประชาชน ก่อนเสนอนายกฯ ในเดือนพ.ย.  

อย่างไรก็ตาม ประเด็นไฮไลท์ซึ่งถูกจับจ้องเป็นพิเศษ  เห็นจะเป็น มาตรา 237 เกี่ยวกับความผิดกรณีทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดโทษถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมือง  ปรากฎว่า คณะกรรมการฯตัดสินใจรื้อใหม่ โดยเห็นว่าไม่ควรยุบพรรค และไม่ควรตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคชนิดยกเข่ง  แต่ให้เพิ่มโทษมากขึ้น เป็นรายบุคคล

ผ่าพิมพ์เขียวแก้รธน.ร้อน!!ไม่ยุบพรรค-เพิ่มโทษรายคน

ร่างรธน.ฉบับปรองดองมีการยกร่างดังนี้ มาตรา 237   ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เป็นเวลาห้าปีนับแต่มีคำสั่ง

ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นผู้กระทำการนั้นเอง ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เป็นเวลาสิบปีนับแต่มีคำสั่ง ในกรณีที่มีผู้สมัครผู้อื่นได้ประโยชน์จากการที่กรรมการบริหารพรรคกระทำการตามวรรคนี้ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้นั้นเป็นเวลาห้าปีด้วย

ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นผู้กระทำการนั้นเอง ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เป็นเวลาสิบห้าปีนับแต่มีคำสั่ง ในกรณีที่มีผู้สมัครผู้อื่นได้ประโยชน์จากการที่หัวหน้าพรรคกระทำการตามวรรคนี้ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้นั้นเป็นเวลาห้าปีด้วย “ 

ส่วนเหตุผลต่อการยกเลิกบทบัญญัติเรื่องที่ให้ยุบพรรคการเมืองตามรธน.มาตรา 237 คณะอนุกรรมการได้อภิปรายและสรุปออกมาว่า    

1.สถาบันพรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เป็นรากฐานสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก จึงต้องมีเสถียรภาพ มีความต่อเนื่อง เข้มแข็งไม่อ่อนแอ ควรจะถูกยุบได้ยาก มิใช่ทำได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ การยุบพรรคควรจะเป็นข้อยกเว้น

2. การบัญญัติแบบเหมารวมเช่นนี้เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิง กระทบต่อสิทธิของสมาชิกพรรคคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ไม่คำนึงถึงสิทธิของสมาชิกพรรคคนอื่นเฉพาะราย ขัดต่อสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยผูกพันอยู่

3.  ที่ประชุมฯยอมรับว่าการยุบพรรคการเมืองอาจเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่มีความร้ายแรงจริง เหมาะสมกับโทษยุบพรรคการเมือง เช่น ทำลายความมั่นคงต่อประเทศ เปลี่ยนแปลงล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 68 มีความเหมาะสมแล้ว แต่การมองว่ามาตรา 237  เป็นหนึ่งในวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น เป็นการบัญญัติที่ขยายความเกินไป เพราะการทุจริตการเลือกตั้ง ไม่แน่ชัดว่าร้ายแรงถึงขั้นไม่เป็นประชาธิปไตยเลยหรือไม่

4. ถึงแม้ว่าจะยกเลิกบทบัญญัติที่เป็นการยุบพรรคไป แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และยังเพิ่มระดับความรุนแรงต่อกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค เป็นสิบและสิบห้าปีตามลำดับ ทำให้เห็นว่ายังคงให้ความสำคัญต่อการปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้มาตรการลงโทษเฉพาะรายซึ่งน่าจะเพียงพอแล้ว

5. ส่วนในประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงที่ถกเถียงกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อนั้น ก็สร้างระบบที่ให้ผู้สมัครที่ได้ประโยชน์จากการกระทำทุจริตของหัวหน้าพรรค หรือกรรมการพรรค ต้องได้รับการเพิกถอนสิทธิด้วย

6. ในเชิงประจักษ์แล้ว มาตรานี้ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งได้จริง เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็หาวิธีการหลบเลี่ยงต่างๆ อาทิ ตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่ตนเองเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และการซื้อสิทธิขายเสียงก็ยังคงมีต่อไป

ยังมีข้อสังเกตในที่ประชุม  เห็นว่า  นอกจากแก้มาตรา 237  แล้ว ในอนาคตควรพิจารณาประเด็นสำคัญสืบเนื่อง ดังนี้

1. การพิจารณาแก้ไขบทบัญญัติเรื่องการยุบพรรคในกรณีอื่น เช่น การส่งงบการเงินพรรคไม่ตรงเวลาควบคู่กันไป โดยมีเหตุผลหลัก คือ พรรคการเมืองเป็นสถาบันสำคัญอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรถูกยุบได้ง่าย ต้องเป็นเหตุรุนแรงจริงๆ

2. พิจารณาใช้มาตรการอื่นๆเพื่อลงโทษพรรคการเมือง เช่น การภาคทัณฑ์, ค่าปรับทางปกครอง หรือ การลงโทษกรรมการบริหารพรรคเฉพาะรายที่กระทำผิด ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการเหมาะสมมากกว่าการให้ยุบพรรคการเมืองไปเลย

3. นอกจากนี้ บทบัญญัติอื่นๆที่เป็นการสมควรให้มีการยุบพรรค ก็ควรจะมีการสร้างมาตรการที่ทำให้การยุบพรรคมีประสิทธิภาพด้วย เช่น การทำให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสมาชิกพรรคพ้นไปด้วย หรือการป้องกันการเกิดตัวแทนบุคคลที่ถูกตัดสิทธิไปแล้ว (Shadow Director) หรือการกำหนดความผิดทางอาญาต่อบุคคลที่ถูกตัดสิทธิแล้วยังเข้าไปยุ่งกับกิจกรรมทางการเมืองอยู่ เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท