
งานวิจัย-นวัตกรรม สู่เกษตรยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร
การทำเกษตรยั่งยืน เกษตรสมัยใหม่ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล เป็นยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย
โดย...อาทิตย์ ลมูลปลั่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
การทำเกษตรยั่งยืน เกษตรสมัยใหม่ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล เป็นยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้เปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม เป็นการทำเกษตรที่พร้อมรับปรับใช้เทคโนโลยีในการทำการเกษตร ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้น แม้ว่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกพืชอย่างจำกัด ทว่าการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมด้านการทำเกษตรมาปรับใช้จะช่วยให้เกิดผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกเท่าเดิม ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีมูลค่าราคาที่สูงขึ้น เกิดความยั่งยืนในอาชีพและมีความมั่นคงทางอาหาร
ในยุคประเทศไทย 4.0 ทุกอาชีพคงปฏิเสธเทคโนโลยีได้ยาก เพราะได้เข้ามามีบทบาทในการทำให้การจัดการโรงเรือน การตรวจวัดความชื้นดิน การตรวจโรคพืช ตลอดจนการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้มีความแม่นยำและเกิดประสิทธิภาพที่เกินความคาดหมาย เช่น งานวิจัยที่ช่วยให้พันธุ์ข้าวปรับตัวต่อน้ำท่วม และทนแล้งนานขึ้น พริกที่เผ็ดมากและนำไปทำเป็นเจลทาแผล หรือจะเป็นมะระรูปหัวใจ ตามความต้องการของตลาด ล้วนเกิดจากการใช้งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทั้งสิ้น
นับเป็นที่น่ายินดีว่า ในวันจันทร์ที่ 27 ก.พ.-2 มี.ค. 2560 จะเกิดงานด้านนวัตกรรมเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุม ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย กองทุนการศึกษายั่งยืน มูลนิธิสวิตา สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย และ China-ASEAN Technology Transfer Center (CATTC) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) กรุงเทพฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติและนิทรรศการเทคโนโลยี และเยี่ยมชมนิทรรศการจากภาครัฐ เอกชน รวมทั้งนานาประเทศ ที่พร้อมใจกันเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความก้าวหน้าด้านเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) ที่มีมูลค่าสูงและเป็นการผลิตที่ยั่งยืน
ภายในงานมีส่วนของการประชุมวิชาการนานาชาติ ผู้เข้าร่วมจะได้ฟังบรรยายจากวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ การบรรยายเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีการเกษตรแบบยั่งยืนและเศรษฐกิจฐานชีวภาพ โดยวิทยากรจากเยอรมนี ออสเตรเลีย ไทย ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ เกษตรสมัยใหม่ โดยวิทยากรจากสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล จีน รวมทั้งความก้าวหน้าเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้มีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยวิทยากรจากเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อิสราเอล จีน และไทย เป็นต้น
ดร.มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. กล่าวว่า สำหรับงานแอ็กไบโอ 2017 นี้ นอกจากการสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว ในส่วนของนิทรรศการถือว่าเป็นการรวบรวมผลงานวิจัยที่ใช้ได้จริง ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยสู่อุตสาหกรรมและเกษตรกรชนบทได้ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยตลอด 4 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมงานจะได้ทั้งความรู้และสัมผัสความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมเกษตร เช่น งานวิจัยเรื่องข้าว โดยศูนย์ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับกรมการข้าว และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง พัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียวต้านทานโรคไหม้ และได้รับพระราชทานชื่อพันธุ์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า “ธัญสิริน”
ขณะนี้มีกลุ่มทายาทของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะมาใช้เทคโนโลยีโรงเรือน เทคโนโลยีการให้น้ำ การให้ปุ๋ยแบบอัตโนมัติ และที่น่าสนใจ คือ เรื่องเกี่ยวกับผึ้ง ซึ่งสามารถสื่อสารกับผึ้งได้ หากผึ้งกระพือปีกเสียงแบบหนึ่ง จะรู้ทันทีว่ามดเข้ารัง การหาอาหารของผึ้งจะไกลจากรังขนาดไหน ผึ้งก็สื่อสารเป็นเสียงบอกเพื่อนในฝูง ซึ่งทำให้มนุษย์รับรู้ได้ โดยใช้เซ็นเซอร์ที่อยู่ในรังผึ้งคอยจับลักษณะเสียงผึ้งและแปรเปลี่ยนออกมาว่าผึ้งสื่อสารอะไร รวมทั้งมีชุดตรวจเชื้อโรคพืชได้หลายเชื้อในครั้งเดียว โดยใช้เวลารวดเร็วภายใน 5 นาที ก็มีงานวิจัยที่ใช้ได้จริงโชว์ให้เห็นในงานนี้เช่นกัน ตลอดจนจะได้สัมผัสแนวคิดและหลักการเกี่ยวกับ “เกษตรแม่นยำ” ซึ่งต่อไปอาจจะไม่ต้องลำบากนำตัวอย่างดินมาตรวจวัดอีกต่อไปแล้ว แต่สามารถใช้เครื่องโดรนขึ้นบิน และจับคลื่นความร้อน จับภาพต่างๆ และสามารถจะแปรออกมาได้ในดินมีน้ำเท่าไหร่ มีปุ๋ยเท่าไหร่ หรือพืชในขณะนั้นสภาพการเจริญเติบโตเป็นอย่างไร
สำหรับนักวิชาการ นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ตลอดจนเกษตรกร ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมนิทรรศการได้ฟรี (เฉพาะในส่วนนิทรรศการ) ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.-2 มี.ค. 2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) กทม. www.agbio2017.com
แต่หากยังไม่จุใจ มีการเตรียมพื้นที่โชว์ผลผลิตและขายเมล็ดพันธุ์พืช ในวันที่ 3-7 มี.ค. 2560 ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กับงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยี เมล็ดพันธุ์พืชไทยสู่สากล (Field Day: Thailand Seed Hub 2107)” จุดเด่นของงานนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักเป็นอันดับที่ 3 ในเอเชีย รองจากประเทศจีนและญี่ปุ่นตามลำดับ โดยปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่า 5,551 ล้านบาท ซึ่งร้อยละ 70 มาจากเมล็ดพันธุ์ผัก และร้อยละ 30 มาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ตลาดส่งออกครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และประเทศไทยยังมีศักยภาพในการสร้างตลาดใหม่ๆ เช่น ตะวันออกกลาง และแอฟริกาด้วย







