
เจ้าแห่งความเป็นที่หนึ่ง
“หลังจากที่ผมคิดและเริ่มต้นลงมือทำ ในช่วงแรกเคยตั้งใจไว้ว่ารวยแล้วจะเลิก เพราะคิดว่าตลาดคงหยุดอยู่แค่นั้น
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
“หลังจากที่ผมคิดและเริ่มต้นลงมือทำ ในช่วงแรกเคยตั้งใจไว้ว่ารวยแล้วจะเลิก เพราะคิดว่าตลาดคงหยุดอยู่แค่นั้น แต่ที่ไหนได้ ทุกวันนี้ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองยังอยู่ในจุดที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ การตั้งแผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) ขึ้นทำให้เราวางเป้าหมายของสินค้าให้เติบโตเป็นเจเนอเรชั่น (Generation) สู่เจเนอเรชั่น ช่วงเริ่มต้น 5 ปีแรก เป็น G1 จากนั้นตั้งเป้าไว้ทุก 3 ปีว่าจะพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีอะไรบ้าง จนถึง ณ วันนี้เราเดินทางมาถึง G9 แล้ว โดยสามารถพัฒนาความสามารถในการผลิตสินค้าได้เร็วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีความเชี่ยวชาญพร้อมรอบด้าน แบ่งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปสอนพนักงานในโรงงานที่สหรัฐ จีน อินเดีย และเยอรมนี”
ดร.ภวัฒน์ บอกว่า ปัจจุบันมีการคิดค้นและพัฒนาไปจนถึง G10-12 แล้ว ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนทดลองในห้องแล็บ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้บริษัทในกลุ่มตะวันออกโปลีเมอร์ฯ จดสิทธิบัตรไว้ทั่วโลก เฉพาะในประเทศไทยมีสิทธิบัตรกว่า 300 ฉบับแล้ว ซึ่งสิทธิบัตรของเราถือเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์และการออกแบบ ในแง่ที่ทำให้โลกเปลี่ยน อย่างไลเนอร์ ที่ทางเราคิดค้นขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของไลเนอร์รถกระบะอย่างสิ้นเชิง
“จากที่กระบะเคยมีความหนาของเหล็ก 1.5 มิลลิเมตรในอดีต เดี๋ยวนี้รถกระบะลดความหนาของกระบะลงเหลือเพียง 0.8 มิลลิเมตร โดยใช้ไลเนอร์เป็นตัวเสริม ทำให้ได้กระบะที่มีความหนาและแข็งแรงทนทานต่อการบรรทุกยิ่งขึ้น ในขณะที่มีน้ำหนักเบาลงประหยัดน้ำมันได้อีก ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโลกในแง่การปฏิวัติวงการรถกระบะซึ่งก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมของหน่วยงานวิจัยและพัฒนาประจำบริษัทฯ รักษาสถานภาพ ‘เจ้าแห่งความเป็นหนึ่ง’ ในทุกตลาด”
ด้วยความที่สินค้าเกือบทุกรายการของกลุ่มบริษัท ตะวันออกโปลีเมอร์ฯ ครองความเป็นที่หนึ่งในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติก (Plastic Packaging) ฉนวนกันความร้อน (Thermal Insulation) ชิ้นส่วนรถยนต์ (Automotive Accesories) ฯลฯ การ “รักษา” ตำแหน่งเจ้าแห่งความเป็นที่หนึ่งไว้ คือสิ่งที่ ดร.ภวัฒน์ให้ความสำคัญ และเตรียมพร้อมเป็นพิเศษในการเข้าสู่สนามการค้าแห่งประชาคมอาเซียน (AEC) ในอีกไม่กี่ปีอันใกล้นี้
“ทุกวันนี้เรามีธุรกิจในกลุ่มประเทศ AEC อยู่แล้ว ไม่ใช่ในรูปแบบการลงทุนสร้างโรงงาน แต่เป็นการ Distribution ไปยังทุกจุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่ทุกประเทศรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ เราต้องคิดหาวิธีขยายธุรกิจใน AEC ให้ได้ อาจจะไปลงทุนเปิดเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) แทนที่จะให้ประเทศอื่นเข้ามาก่อน เราต้องเริ่มต้น ‘รุก’ เขาก่อน เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็เตรียมตัวในการขยายตลาด อย่างน้อยที่สุด ประชากรกว่า 600 ล้านคนในอาเซียนจะต้องเป็นตลาดใหญ่ของเรา
“บริษัทฯ เตรียมตัวตั้งแต่เรื่องของบุคลากรว่าจะเกิดการถ่ายเทไหม บุคลากรเก่งๆ ของเราอาจถูกจ้างไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ปัญหาของเราคือต้องเตรียมพร้อมในการป้องกันการบุกตลาดของคู่แข่ง ซึ่งผมวิเคราะห์แล้วว่าถึงบุกก็คงไม่มาก เพราะมีพรมแดนในด้านต้นทุนและเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องบุกเขาด้วย แต่อย่าลืมถามตัวเองว่าเราพร้อมไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีหรือบุคลากร
“สิ่งที่น่าหนักใจคือ คนไทยเป็นพวกรักถิ่นฐาน ไม่ค่อยยอมไปทำงานในต่างประเทศ อย่างบริษัทฯ มีโรงงานที่ประเทศจีน การจะจ้างพนักงานไปประจำการที่โน่นยากมาก ยิ่งถ้าส่งไปประเทศอินเดีย ยิ่งพบกับคำปฏิเสธ
“ประเทศเป้าหมายในการบุกของเราคือ อินโดนีเซีย ด้วยจำนวนประชากรกว่า 250 ล้านคน ถือเป็นจำนวน 40% ของประชากรในกลุ่มอาเซียน แต่คุณจะบุกเขาได้ไหม เพราะสภาพสังคมและเศรษฐกิจของอินโดนีเซียค่อนข้างซับซ้อนและอ่อนไหว บางเรื่องเราก็ไม่สามารถเข้าใจเขาได้เต็ม 100% ไม่ว่าจะเป็นสังคม วัฒนธรรม และการเมือง คงต้องหากลุ่มพาร์ตเนอร์ที่ดีพอ เพราะการลงทุนในต่างประเทศไม่ใช่มีแค่เงินแล้วจะลงทุนได้ ต้องประกอบไปด้วยตลาดที่คุณรู้จักเขาดีพอ เม็ดเงินที่คุณมี บุคลากรที่ดีในมือ ต้องเข้าใจหลายองค์ประกอบมาก”
จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในต่างแดนมานานหลายสิบปี ทำให้ ดร.ภวัฒน์ พอจะอ่านเกมขาด และไม่เคยประมาทต่อการวางแผนอย่างรัดกุมในอนาคต
(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์หน้า)







