
Urban Forest คนท้ายน้ำต้องเงี่ยหูฟังคนต้นน้ำ
เมื่อช่วงต้นเดือน ผมเพิ่งไปเยือน จ.น่านมาครับ ผ่านกิจกรรม “เดินตามรอยเท้าพ่อสานต่อป่าในเมือง”
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ อเนก ปิ๋วธัญญา
เมื่อช่วงต้นเดือน ผมเพิ่งไปเยือน จ.น่านมาครับ ผ่านกิจกรรม “เดินตามรอยเท้าพ่อสานต่อป่าในเมือง” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไฮไลต์อยู่ตรงการนั่งรถตู้ขึ้นเขาลูกแล้วลูกเล่าไปดูป่าต้นน้ำในหลายพื้นที่ ได้เห็นการบริหารจัดการน้ำด้วยการสร้างฝายชุมชน ภายใต้การออกแบบของหน่วยงานราชการและเอกชน โดยให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแล ตรงกับคำว่า “ประชารัฐ”
น่านเป็นต้นน้ำซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบน้ำในประเทศไทย ที่ผ่านมาจังหวัดเล็กๆ นี้บอบช้ำอย่างหนัก ป่าถูกบุกรุกทำลายเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพด ซึ่งน่านปลูกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของภาคหนือ ตามมาคือ ปัญหาหมอกควันจากการเผาป่า ดินเสื่อมเพราะการใช้สารเคมี แหล่งน้ำปนเปื้อน สุขภาพคนย่ำแย่
ณรงค์ อภิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เล่าให้ฟังว่า ต้นตอของภูเขาหัวโล้นไม่ใช่ไฟป่า แต่เป็นความยากจนของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร พวกเขาทำไร่เลื่อนลอยมาช้านานตั้งแต่ก่อนจะมีการออกกฎหมายห้าม แต่วันนี้กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำลายป่า
สาเหตุที่นิยมปลูกข้าวโพด เพราะปลูกง่าย โตเร็ว ปัจจัยการผลิตครบทั้งเงินกู้ ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ มีตลาดรับซื้อแน่นอน ที่สำคัญนโยบายรัฐยังช่วยส่งเสริมด้วย วิธีแก้ต้องพัฒนาอาชีพทางเลือก สนับสนุนให้ปลูกไม้ยืนต้น สร้างรายได้ระยะยาว หรือปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ระยะสั้น ทดแทนรายได้ที่เสียไป ควบคู่กับมาตรการเสริม ประกอบด้วยการสนับสนุนป้องกันไฟป่าชุมชน ลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย ปลูกนาขั้นบันได ปลูกทุกอย่างที่กิน กำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน ป่าใช้สอย ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ และต้องดำเนินการต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี
ณรงค์ บอกว่า การฟื้นฟูป่าให้สำเร็จไม่ใช่ปลูกแค่วันเดียวแล้วกลับบ้าน ส่วนคนเมืองทั้งหลาย ซึ่งเป็นคนท้ายน้ำ ลองจินตนาการว่า ก๊อกน้ำที่เปิดใช้อยู่ทุกวัน ท่อน้ำนั้นผ่านคลองประปา แม่น้ำเจ้าพระยา แตกแขนงเป็นปิง วัง ยม น่าน ทอดยาวถึงป่าต้นน้ำน่าน คิดดูว่าน้ำแต่ละลิตรที่ใช้ไปต้องเสียทรัพยากรไปเท่าไหร่ ทำลายธรรมชาติไปเท่าไหร่ ดังนั้นคนใช้ต้องเป็นคนรักษาด้วย ถ้าใช้มากแต่ไม่รักษาก็ไม่ต่างจาก
ผู้ทำลาย
ลงจากเขาก็เข้าเมือง เยี่ยมเยือนพื้นที่สีเขียวในเขตเทศบาลน่านซึ่งได้รับคำชมว่ารักษาต้นไม้ใหญ่ๆ เก่าแก่อายุร้อยปีไว้ได้ท่ามกลางการเติบโตของเมือง แต่วันนี้กำลังเผชิญเรื่องน่าปวดหัวคือ มีชาวบ้านร้องเรียนให้ตัดต้นไม้เยอะขึ้น
สุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน บอกว่า การเลือกปลูกต้นไม้ให้เหมาะสมกับชุมชนจะไม่มีปัญหาเลย ต่างจากปลูกต้นไม้ผิดที่ผิดทาง คนจะรำคาญและอยากกำจัดทิ้ง เช่น ชาวบ้านร้องเรียนให้ตัดต้นตีนเป็ด เพราะกลางคืนส่งกลิ่นเหม็น หรือบางต้นใบร่วงเกลื่อน กิ่งหัก รากลอย ซึ่งการตัดต้นไม้ ทำได้หากจำเป็นจริงๆ แต่สำคัญตรงต้องตัดให้ถูกวิธี จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมกับรุกขกร พร้อมสั่งการเด็ดขาดว่าต่อไปจะตัดต้นไม้ใหญ่ทุกต้น ต้องได้รับการอนุมัติจากนายกเทศมนตรีเมืองน่านคนเดียวเท่านั้น
ในวันที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับ Urban Forest หรือป่าในเมือง บางเมืองออกนโยบายให้เจ้าของบ้านทุกคนต้องดูแลต้นไม้ข้างถนน บางเมืองมีการตั้งกองทุนต้นไม้เพื่อดูแลต้นไม้ในเมือง บางเมืองกดดันให้เอกชนโดยเฉพาะโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียว ชุมชนและหน่วยงานมีหน้าที่ช่วยกันฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวให้เป็นป่าในเมือง ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม
สุดท้ายก็จะเป็นเหมือนที่ ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี นักวิจัยป่าในเมือง กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่คนรู้สึกเป็นเจ้าของ ได้ใช้ประโยชน์ ก็จะหวงแหน ช่วยกันรักษา ต้นไม้ก็จะเติบโต







