
Hokkaido Snow Expo 1
ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Hokkaido Snow Expo อีกครั้ง
ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Hokkaido Snow Expo อีกครั้งหลังจากว่างเว้นให้เจ้าหน้าที่ที่บริษัทสลับไปบ้างเพื่อเสริมเติมความรู้ เพราะเกือบสิบปีก่อนคนไทยยังไม่ค่อยนิยมทำกิจกรรมที่ข้องเกี่ยวกับหิมะอย่างการเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดกันสักเท่าไหร่ จะมีที่นิยมกันมากก็เห็นจะเป็นการเล่นถาด (Sledge) แล้วไถลลงมาจากเนินหิมะ หรือการขี่สโนว์โมบิล แต่ปัจจุบันการเล่นสกีเริ่มเป็นที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่หรือครอบครัวยุคใหม่ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีโอกาสได้เล่นในวัยเด็ก เลยอยากส่งมอบโอกาสนั้นให้กับรุ่นลูก ว่ากันตามจริงสมัยก่อนการเล่นสกีถือว่าเป็นเรื่องไกลตัวมาก เพราะลำพังการจะไปเมืองนอกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปเมืองที่มีหิมะด้วยแล้วยิ่งยุ่งยาก ไหนจะเสื้อผ้า ไหนจะรองเท้า หมวก ถุงมือ ไปเมืองหนาวกันทีกระเป๋าใบเดียวแทบจะไม่พอ เพราะไม่มีเทคโนโลยี Heattech หรือ Blocktech เหมือนสมัยนี้ ผมยังจำได้ใส่เสื้อผ้า 5 ชั้นหนาเป็นหมียังเอาไม่อยู่ โดยเฉพาะเวลาลมพัดแรงนี่มันซึมไปทุกอณู ไม่อยากออกไปเดินที่ไหนทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้ 3 ชั้นบางๆ ใส่แล้วยังดูสลิมก็ลุยหิมะต้นฤดูได้ไม่กลัวหนาวไม่กลัวลมครับ
ผมอนุมานว่าคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสไปเรียนเมืองนอก เป็นกลุ่มแรกๆ ของการเริ่มไปเล่นสกีอย่างจริงจังที่ญี่ปุ่นครับ ย้ำว่าอย่างจริงจังนะครับ ไม่ใช่การไปเช่าชุดสกีเล่นกันวันครึ่งวัน เพราะตลอดการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมา ผมเห็นคนไทยไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นกันน้อยมาก เพิ่งเห็นภาพชัดๆ ก็สิบปีหลัง และที่ไปกันมากที่สุดก็ต้องยกให้ฮอกไกโดครับ จริงอยู่ที่มีลานสกีมากมายหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น แต่ที่ฮอกไกโดต้องถือว่าดีพร้อมในหลายๆ ด้าน เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้คิดว่ามันจะดีพร้อมขนาดนี้ จนกระทั่งได้ไปงาน Snow Expo รอบนี้ ได้นั่งฟังผู้ประกอบการและนักสกีระดับโลกอธิบายก็เลยถึงบางอ้อ ผมเลยขอเอามาขยายต่อให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ดังนี้ครับ
อย่างแรก ที่ฮอกไกโดมีสถานที่เล่นสกีมากกว่า 10 แห่ง อาทิ Niseko, Sahoro, Tomamu, Rusutsu, Yubari, Kiroro และ Furano เป็นต้น ในขณะที่จังหวัดอื่นมีไม่มากเท่า อย่างที่สอง ฮอกไกโดมีหิมะตกยาวนานคิดเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดถึง 104 วัน ที่หมู่บ้าน Niseko Annupuri ส่วนที่อื่นๆ ก็ลดหลั่นกันไป มีค่าเฉลี่ยความหนาของหิมะสะสมถึง 520 เซนติเมตรที่ Niseko Grand Hirafu และระยะเวลาเล่นสกีก็ยาวนาน เริ่มสกีกันได้ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. บนภูเขา Daisetsu และ Nakayamatoge ไปจนถึงต้นเดือน พ.ค. ก็ยังมีที่ให้เล่นได้หลายแห่ง เช่น Kiroro, Furano, Niseko อย่างที่สาม การไปยังสกีรีสอร์ทในฮอกไกโดนั้นเข้าถึงได้ง่าย ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนไปยุโรปกว่าจะไปถึงลานสกีได้ต้องใช้เวลานาน บางแห่งยังต้องต่อกระเช้าขึ้นไปอีก แต่ที่ฮอกไกโดนี่นั่งรถจากสนามบินไปลานสกีที่ใกล้ที่สุดแค่ชั่วโมงนิดๆ ไกลสุดก็ 2 ชั่วโมงครึ่ง สะดวกสุดๆ นอกจากใกล้แล้วการเล่นสกีที่ฮอกไกโดยังสบายตัวกว่า เพราะลานสกีอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มาก ฟุราโนะ 245 เมตร นิเซโกะ 308 เมตร รูซุทสึ 400 เมตร คิโรโระและโทมามุ 570 เมตร สูงสุดคือซัปโปโรโคคุไซ 630 เมตร ลองเทียบกับสกีรีสอร์ทชั้นนำของยุโรปอย่าง Chamonix 1,000 เมตร Zermatt 1,620 เมตร St.Moritz 1,856 เมตร จะเห็นได้ว่าต่างกันมาก ยิ่งสูงอากาศยิ่งเบาบางทำให้เหนื่อยง่าย ถ้าไม่แข็งแรงเล่นทั้งวันก็จะเหนื่อยเกินไป โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับความสูง แต่มาเล่นที่ฮอกไกโดนี่เล่นทั้งวันได้ไม่มีเหนื่อย เพราะหายใจคล่องเสมือนอยู่บนพื้นราบ ด้วยเงื่อนไขหลากหลายเหล่านี้จึงทำให้ฮอกไกโดเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเล่นสกีและสโนว์บอร์ดจากทุกมุมโลก
ผมแถมให้อีกข้อสำหรับคนไทยคือ ใช้เวลานั่งเครื่องบินน้อยกว่าไปสกีที่ยุโรปเกือบครึ่ง อเมริกาและแคนาดาไม่ต้องพูดถึง แค่คิดก็เมื่อยแล้วครับ ทั้งหมดที่ว่ามาทำให้ผมกระจ่าง เพราะแต่เดิมเข้าใจแค่ว่าหิมะที่ฮฮกไกโดนั้นมีคุณภาพดีกว่าที่อื่น โดยเฉพาะหิมะคุณภาพสูง Powder Snow ที่แห้งเหมือนแป้ง ไม่เปียกแฉะ จึงเล่นสกีได้ลื่นไหลกว่าและพยุงตัวเราได้มากกว่าหากลื่นล้ม ระยะหลังสกีรีสอร์ทในภูมิภาคอื่นๆ อย่างแถบ Tohoku หรือแถวจังหวัด Niigata และ Nagano ก็มีการอ้างอิงว่าหิมะของเขาก็ Powder Snow เหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอด ฮอกไกโดก็ยังได้รับความนิยมสูงกว่าอยู่ดี เพราะองค์ประกอบอื่นๆ ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่านั้นเอง
3 ปีที่แล้วทางผู้จัดงานได้เชิญบริษัททัวร์จากเมืองไทยมาเพียงเจ้าเดียว แต่ปีนี้มีมากถึง 4 บริษัท แสดงให้เห็นว่าทางผู้ประกอบการในฮอกไกโดต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะเชิญชวนคนไทยมาเล่นสกีและกิจกรรมอื่นๆ ให้มากยิ่งขึ้น จากที่เคยกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เช่นที่ Niseko หรือ Rusutsu รอบนี้เจ้าภาพจึงได้แบ่งกลุ่มที่พักออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่ม A : Rusutsu และ Niseko กลุ่ม B : Niseko และ Kiroro กลุ่ม C : Furano และ Sahoro กลุ่ม D : Yubari และ Tomamu ตอนกรอกใบสมัครผมเลือกกลุ่ม C อย่างไม่ลังเล เพราะสมัยก่อนถ้าพูดถึงฟุราโนะ ทุกคนจะนึกถึงภาพทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงและทุ่งดอกไม้หลากสีในหน้าร้อนขึ้นมาทันที แต่ยังมีคนอีกมากที่ไม่ทราบว่าฟุราโนะก็มีลานสกีด้วยและมีถึง 2 แห่ง ผมเคยแวะมากินข้าวกลางวันที่ฟุราโนะในหน้าหนาว แต่ยังไม่มีโอกาสมาลองเล่นสกี รอบนี้จึงได้มาสมความตั้งใจ
จากสนามบินชิโตเสะไปฟุราโนะใช้เวลาพอๆ กันกับไปนิเซโกะ คือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ผมนั่งรถตู้ครึ่งหลับครึ่งตื่นแวะฉี่ครั้งนึงที่ Shimukappu หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทางที่ต้องแวะจอดทุกครั้ง แล้วก็มุ่งหน้าต่อไปยังฟุราโนะ ผมเปรยๆ กับคนขับว่าอยากหาอะไรกินก่อนเข้าที่พัก ใจคิดถึงอยู่ร้านนึง พอดีกันกับที่คนขับบอกว่า ไปร้าน Kumagera มั้ย แหม่! มันจะตรงใจอะไรขนาดนั้น ร้านประจำที่ผมชอบมาทานมีอยู่ 5-6 ร้าน คือ ชาบุชาบุ Sennari ซูชิยักษ์ Fukuzushi อาหารฝรั่งในโรงแรม Natulux และโรงแรม Orika เนื้อย่าง Yamadori แล้วก็ร้าน Kumagera นี่แหละ ผมชอบบรรยากาศของร้านที่ดูเป็นกันเองเหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อน แต่ก็แอบมีมุมเก๋ๆ ไว้รับแขกวีไอพี ผมสั่งข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอน คนขับสั่งข้าวราดแกงกะหรี่ และสั่งสเต๊กเนื้อฟุราโนะจานร้อนมาแบ่งกันทาน ฝีมือไม่เคยตกเลยครับร้านนี้ อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้ง







