posttoday
กิมจิกับมินต์

กิมจิกับมินต์

26 กุมภาพันธ์ 2560

เรื่องของ “กิมจิกับมินต์” ไม่ใช่เรื่องอาหาร แม้ว่าจะอยู่ในข่ายที่อาจนำมาทำอาหารได้สำหรับคนบางกลุ่มในเกาหลี

โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]

เรื่องของ “กิมจิกับมินต์” ไม่ใช่เรื่องอาหาร แม้ว่าจะอยู่ในข่ายที่อาจนำมาทำอาหารได้สำหรับคนบางกลุ่มในเกาหลี ความเป็นมาของกิมจิกับมินต์ในเรื่องนี้ ค่อนข้างจะแปลกนิดหนึ่งค่ะ คือ มาจากการที่ขโมยเข้าบริษัทเกาหลีของเราที่มาตั้งโรงงานในไทย!

โรงงานเราผลิตสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่เวลานั้นค่อนข้างหายากและมีราคาสูงจึงมีออร์เดอร์ล้นตลอดเวลา หลังจากที่ทำงานกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนทั้งเครื่องจักรและคนไม่ได้หยุดเลย เราจึงหยุดในวันสุดสัปดาห์อาทิตย์สุดท้าย ทว่าตอนเปิดโรงงานมาในวันจันทร์ ฝ่าย Quality Control แทบช็อก เมื่อพบว่ากล่องสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจคุณภาพเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งเข้าเก็บในห้องสต๊อก จำนวน 12 กล่อง มีมูลค่าซื้อขายราว 15 ล้านบาท ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ที่ว่าไร้ร่องรอย เพราะตั้งแต่เช้าหัวหน้างานมาเห็นความสกปรกที่หัวขโมยทำทิ้งไว้จึงสั่งให้ทำความสะอาดทันที เขาอ้างว่ากลัวผู้จัดการเกาหลีดุ เนื่องจากภายในโรงงานเราต้องควบคุมฝุ่นในอากาศ เป็นห้องคลีนรูม Class 10,000 ถึง 100,000 (ปริมาณฝุ่นขนาด 0.3-1 ไมครอน/ตารางฟุต ที่ยอมให้มีได้ไม่เกินตามกำหนด) ด้วยเหตุนี้จึงไม่เหลือหลักฐานอะไรไว้ให้ตรวจสอบ นั่นเป็นประสบการณ์โจรกรรมในบริษัทครั้งแรก (ยังมีต่อมาอีกหลายครั้ง)

สภาพการโจรกรรมครั้งนี้มีพิรุธหลายประการ นั่นคือ 1) ประตูเข้าโรงงานทุกบานไม่ได้มีรอยงัดแงะ โรงงานมีตึกอยู่ 2 ตึก ท้ายตึกภายในมีทางเดินเชื่อมถึงกัน แต่ละตึกมีพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร กว้าง 40 เมตร ยาว 100 เมตร ดังนั้นจึงมีประตู 20 กว่าบาน ซึ่งได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบให้แต่ละฝ่ายดูแล โดยปกติเมื่อโรงงานหยุดจะต้องมีคนรับผิดชอบแต่ละพื้นที่เดินปิดประตูและลงชื่อในบันทึก จากนั้นจะมีหัวหน้างานเดินตรวจอีกครั้ง ประตูใกล้จุดที่เกิดเหตุด้านท้ายตึก B กลับเรียบร้อยดี

กิมจิกับมินต์

 

พิรุธ 2) คือ ภายนอกโรงงานมี รปภ.อยู่ตั้งหลายคน ทุกคนไม่รู้ไม่เห็น ทั้งๆ ที่ต้องเดินไขนาฬิกาตรวจสอบรอบโรงงานทุกๆ 30 นาที รายงานความปลอดภัยในคืนนั้นก็เรียบร้อยดี นอกจากนี้การจะนำกล่องออกไปได้ต้องใช้รถบรรทุกไป แต่ไม่มีรถผ่านเข้าออกบริษัทเลย

พิรุธ 3) ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายในเช้านั้น อยู่ๆ ก็มีแฟกซ์ส่งเข้ามาที่สำนักงานตึก A เป็นข้อความพิมพ์ใส่กระดาษส่งมาบอกว่า เป็นผู้ปรารถนาดี และแจ้งว่าสินค้าที่หายไปอยู่บนรถปิกอัพที่จอดอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งในตัวเมืองห่างไปจากนิคมอุตสาหกรรมราวๆ 5 กิโลเมตร ให้รีบไปตรวจสอบดู เมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ส่งแฟกซ์มา ปรากฏว่าเป็นเบอร์ของเครื่องแฟกซ์ในบริษัทที่อยู่ตึก B นั่นเอง!!!

ในเวลานั้นการจะขอตำรวจเข้ามาช่วยเหลือได้ต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทไปแจ้งความด้วยตนเอง หรือไม่ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจไป เป็นที่อึดอัดขัดใจของประธานบริษัทชาวเกาหลีเป็นอย่างมาก เพราะท่านเองก็ไม่อยากออกจากบริษัทไปไหนเนื่องจากยังต้องคอยรายงานให้บริษัทแม่ในเกาหลีทราบสถานการณ์ อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ชอบการขึ้นโรงพักเป็นคดีความ แต่ถ้าจะรอตำรวจก็อาจล่าช้าไม่ทันการณ์ เราจึงต้องช่วยเหลือตัวเองโดยส่งพนักงานชายหลายคนไปรีบซุ่มดู เผื่อคนร้ายจะไหวตัวทันขับรถหลบหนี ฝ่ายบริหารก็รีบทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้จัดการไปแจ้งความแทน

ไม่นานนัก พนักงานก็ได้แจ้งกลับมาว่าเจอรถคันดังกล่าวที่หอพักนั้นจริง เราจึงติดต่อผู้จัดการที่ไปสถานีตำรวจให้รีบพาตำรวจไปที่หอพักนั้น ตำรวจได้เข้าตรวจค้นและจับกุมเจ้าของรถซึ่งเป็นเจ้าของหอพักที่ยังนอนอยู่ในห้องไว้ได้ ภายหลังพนักงานกลับมาแล้วได้เล่าให้ฟังถึงความตื่นเต้นและความกลัวเช่นกันว่าจะถูกลูกหลง ซึ่งต่อมาบริษัทได้มอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ร่วมสืบหาของหายทุกคน

กิมจิกับมินต์

 

หลังจากการสืบสวนสอบสวน ได้ความว่าการโจรกรรมเป็นคำสั่งซื้อมาจากตลาดมืดเพื่อส่งออกไปสิงคโปร์ เกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ก่อนเปิดโรงงานเช้าวันรุ่งขึ้น โดยคนร้ายเอารถเข้ามาที่บริษัทข้างๆ จอดเทียบรั้วแล้วขนกล่องข้ามกำแพงไป เมื่อขยายผลแล้วได้ตัวลูกน้องอีก 4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็น รปภ.ที่ประจำอยู่ในบริษัทเรา และอีกหนึ่งเป็น รปภ.ของบริษัทข้างๆ ทั้ง 5 คนถูกดำเนินคดีจนที่สุดศาลตัดสินจำคุก เราได้ของที่ขโมยไปคืนมาทั้งหมด

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทแม่ที่เกาหลีผิดหวังมาก และชื่อเสียงคนไทยพลอยเสียหายไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในเมื่อของกลับคืนมาครบและพนักงานส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือจึงทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น ทว่าความลับดำมืดที่สืบเท่าไรก็หาตัวไม่เจอ ได้แก่ 1) พนักงานของเราที่แอบปลดล็อกประตูให้ขโมยเข้ามา 2) คนที่หวังดีส่งแฟกซ์มาให้จากตึก B ซึ่งต้องเป็นพนักงานเราแน่นอน เราจึงต้องปล่อยให้คนทั้งสอง หรืออาจเป็นคนคนเดียวกันแต่เป็นโจรกลับใจ หรืออีกหลายคนที่รู้เห็นเป็นใจ ยังคงลอยนวลอยู่ในบริษัท

หลังจากนั้นอีกหลายปี “เชกา” ทำงานมาด้วยความรู้สึกว่ายังมีคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ เดินไปมาอยู่ในบริษัททุกๆ วัน ซึ่งกลายเป็นข้อดีเช่นกัน คือ ทำให้ต้องคิดเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้าและวัตถุดิบมีค่า เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง ในกระบวนการผลิต การจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยติดตั้งแสงเลเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวบริเวณที่สำคัญในอาคาร และตั้งกล้องวงจรปิดรอบอาคารด้านนอก รวมทั้งการนำ “กิมจิกับมินต์” สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดเข้ามาเลี้ยง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นขวัญใจของทุกคนในบริษัท

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย