posttoday
เงินคงคลัง

เงินคงคลัง

23 กุมภาพันธ์ 2560

มีคนถามผมเรื่องเงินคงคลังกันมากมาย รวมทั้งถามว่าทำไมไม่เขียนเรื่องนี้เสียที เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ผมถนัด คำตอบของผมคือ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบ เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่ น่าจะเป็นการสร้างกระแสระยะสั้นเท่านั้น

มีคนถามผมเรื่องเงินคงคลังกันมากมาย รวมทั้งถามว่าทำไมไม่เขียนเรื่องนี้เสียที เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ผมถนัด คำตอบของผมคือ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบ เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่ น่าจะเป็นการสร้างกระแสระยะสั้นเท่านั้น

ผมค่อยๆ ติดตามอ่านข่าว เท่าที่เห็น มีแต่กลุ่มอำนาจเก่าเท่านั้นที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น โดยพยายามทำให้สังคมเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจ แต่คำพูดทำนองนี้ไม่มีราคามากนัก เพราะสังคมไม่เชื่อว่ากลุ่มนี้จะบริหารประเทศได้ดีกว่านี้ ในอดีตก็เคยมีโอกาส แต่ผลงานไม่น่าประทับใจ

เพื่อให้เกิดความกระจ่างมากขึ้น ผมขอไล่เรียงเรื่องนี้ให้เห็นเป็นลำดับดังนี้

หนึ่ง โดยทั่วไปการมีเงินคงคลังมากหรือน้อยไม่เกี่ยวกับเรื่องรัฐบาลถังแตกหรือถังไม่แตก ระดับเงินคงคลังไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดฐานะการเงินของประเทศ หากรัฐบาลต้องการทำให้ตัวเลขเงินคงคลังสูงๆ ก็เป็นเรื่องไม่ยาก เพียงกู้ยืมให้เต็มที่ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณก็จะทำให้ตัวเลขเงินคงคลังบางช่วงสูงลิ่ว แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้รัฐบาลมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น รมว.คลังคนปัจจุบันท่านเป็นนักการเงินและคุ้นเคยกับการบริหารธุรกิจเอกชน จึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะกู้เงินมาทิ้งไว้ในบัญชีเฉยๆ สู้เอาดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นจะดีกว่า

สอง เป็นธรรมชาติของเงินคงคลังที่หากไม่กู้ยืมมาโปะ จะขึ้นๆ ลงๆ เพราะกระแสรายรับกับกระแสรายจ่ายไม่สอดคล้องกัน ด้านรายจ่ายค่อนข้างสม่ำเสมอ เพราะส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนข้าราชการที่เกิดขึ้นทุกเดือน ส่วนรายรับจะขึ้นอยู่กับเส้นตายของภาษีแต่ละประเภท กระทรวงการคลังในอดีตไม่คิดมากเรื่องดอกเบี้ย เมื่อเงินคงคลังเหลือน้อยก็กู้มาโปะ ทำให้ตัวเลขอยู่ในระดับสูงตลอดเวลา แต่ รมว.คลังคนปัจจุบันเห็นว่าไม่จำเป็น มีการสั่งการให้ศึกษาเรื่องนี้ และได้ข้อสรุปว่า ระดับ 5 หมื่น-1 แสนล้านบาท ก็เพียงพอแล้ว หากเราให้เวลา รมว.คลังท่านนี้อยู่ในตำแหน่งนานขึ้น ต่อไปเราคงเห็นตัวเลขเงินคงคลังสม่ำเสมอกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะท่านอาจจัดให้ช่วงที่ภาษีไหลเข้าตรงกับช่วงที่ภาระหนี้ครบกำหนด

สาม หากเงินคงคลังอยู่ในระดับสูงเพราะการกู้ยืมก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ แต่หากสูงเพราะรายได้สูงเกินเป้าก็เป็นเรื่องน่ายินดี ในทางกลับกัน เมื่อเราเห็นยอดเงินคงคลังต่ำก็คงต้องถามว่าเป็นไปตามที่ประมาณการเอาไว้หรือไม่ หากเป็นไปตามนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่หากเป็นเพราะรายได้ไม่เข้าเป้าก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

บอกตรงๆ ผมไม่เห็นมีใครซักไซ้ไล่เลียงประเด็นนี้ หรือวิเคราะห์ให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลมีปัญหารายได้จากภาษีไม่เข้าเป้าหรือไม่

สี่ ตัวชี้วัดฐานะการเงินของประเทศที่ดีกว่าเงินคงคลังมาก ในระยะยาวคือระดับหนี้สาธารณะ ส่วนในระยะสั้นคืองบประมาณประจำปี

หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% ของจีดีพี จึงยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินไป และไม่ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ของเงินเฟ้อ ที่น่าเป็นห่วงคือ ในหลายปีหลัง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหรือจากพรรคไหน ก็จะจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเต็มที่หรือเกือบจะเต็มที่ โดยอ้างความจำเป็นที่จะต้องใช้การขาดดุลการคลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้นต่อเนื่อง

แม้ว่าจีดีพีจะมีการขยายตัวอยู่บ้าง แต่หนี้สาธารณะเพิ่มเร็วกว่า ทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนตัวผมคาดว่าอีกไม่ช้าก็จะทะลุระดับ 50% ซึ่งแม้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจะบอกว่ายังไม่เป็นไร แต่ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้

ตัวชี้วัดฐานะการเงินของประเทศที่ดีมากอีกตัวหนึ่ง คือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ แต่เงินก้อนนี้อยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ไม่ใช่กระทรวงการคลัง ปัจจุบันทุนสำรองของเรามีประมาณ 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในอาเซียนเป็นรองสิงคโปร์ แต่ก็ยังถือว่าสูง เพียงพอที่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ถังแตก

ห้า การที่กลุ่มอำนาจเก่าอวดอ้างว่า สามารถบริหารเงินคงคลังและฐานะการเงินของประเทศได้ดีกว่า เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง และที่เปรียบเทียบว่าหลังรัฐประหารหมาดๆ เงินคงคลังยังสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 7 หมื่นกว่าล้านบาท ก็เป็นการบิดเบือนเช่นกัน เพราะก่อนจะลงสู่ระดับ 7 หมื่นล้านบาท เพียง 2 เดือน เงินคงคลังก็ยังอยู่ในระดับกว่า 4 แสนล้านบาท

สังคมไทยยังจำได้ดีว่า สมัยเรืองอำนาจ กลุ่มอำนาจเก่าใช้จ่ายเกินตัว จนต้องพยายามออกกฎหมายกู้ยืมนอกงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากสำเร็จจะทำให้ฐานะการเงินของประเทศอ่อนแอยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ โชคของคนไทยยังดีที่รัฐบาลชุดนั้นถูกล้มล้างไปเสียก่อน การที่คนส่วนใหญ่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ส่วนหนึ่งก็เพราะอึดอัดกับความมือเติบของรัฐบาล

หก ประเด็นที่กลุ่มอำนาจเก่าพูดไม่ผิด คือ รัฐบาลปัจจุบันบริหารเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผ่านมาเกือบ 3 ปี เศรษฐกิจไทยยังไม่ไปไหน ยังรั้งท้ายในอาเซียนเช่นเดิม แต่สิ่งที่กลุ่มอำนาจเก่าน่าจะฉุกคิดคือ เหตุใดสังคมจึงยังไม่รู้สึกเบื่อหน่ายรัฐบาลชุดนี้ คำตอบคือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มอำนาจเก่าได้พิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดว่าไร้ฝีมือในการบริหารเศรษฐกิจเช่นกัน อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป อีกส่วนหนึ่งหนีไม่พ้นภาพลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตและความรักชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ผมได้แต่หวังว่า รัฐบาลนี้จะสามารถทำให้การลงทุนในภาคเอกชนสูงขึ้นได้ในเร็ววัน เพราะนอกจากจะทำให้จีดีพีขยายตัวเร็วขึ้น ยังจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยสูงขึ้นด้วย

ข้อสุดท้าย ระดับเงินคงคลังที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร มีคนพูดไว้น่าฟังว่า การบริหารเงินคงคลังไม่ใช่ศาสตร์ แต่เป็นศิลป์ ไม่มีสูตรสำเร็จ ขอให้ประหยัด โดยไม่เสี่ยงกับการเกิดปัญหาสภาพคล่องก็เพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมีประเด็นที่อยากจะชี้ให้นักวิชาการในกระทรวงการคลังมองเห็น เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการตั้งเรื่องเสนอฝ่ายการเมือง

ประเด็นแรก ความพยายามในการประหยัดดอกเบี้ยของกระทรวงการคลังเป็นเรื่องดี และสะท้อนฝีมือของคนในกระทรวงโดยตรง แต่ผลกระทบใน
ภาพรวมอาจจะมีน้อยกว่าที่อวดอ้างกันมาก เพราะหากกู้ยืมมากและเหลือเป็นเงินคงคลังทิ้งไว้ในบัญชีมาก ธปท.ก็จะมีความจำเป็นต้องดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบน้อยลง และจะประหยัดดอกเบี้ยในปริมาณใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งถึงแม้จะเป็นคนละหน่วยงาน แต่ก็เป็นภาครัฐด้วยกัน

ประเด็นต่อมา ที่ศึกษาแล้วบอกว่าระดับเงินคงคลังที่เหมาะสมคือ 5 หมื่น-1 แสนล้านบาท ผมก็เชื่อว่าทางกระทรวงมีมาตรการรองรับเพียงพอ แต่กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า ไม่น่าจะจำเป็นต้องประหยัดขนาดนั้น เพราะกระแสเงินที่จะต้องจ่ายออกแต่ละเดือนกว่า 2 แสนล้านบาท หากคิดง่ายๆ ว่าควรมีเงินสดพร้อมจ่ายไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน ระดับเงินคงคลังที่เหมาะสมก็ไม่ควรต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท