
เทคโนโลยีกับการพัฒนาตลาดทุน (1)
ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.
ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.
เทคโนโลยีกับการพัฒนาตลาดทุนเป็นหนึ่งใน Strategic Priorities ของ ก.ล.ต. ในช่วง 3 ปีนี้ ที่จะผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนเปิดรับและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกันอย่างเต็มที่
เป้าหมายหลักในเรื่องนี้คือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนไทยและตลาดทุนโดยรวม รวมทั้งการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในตลาดทุนได้หลากหลายและทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง บริการต่างๆ ให้ Customize ได้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน และให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลและอำนาจต่อรองมากขึ้น
เทคโนโลยีทางการเงินในเวลานี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนกระบวนการ และวิธีการทำธุรกรรมในตลาดทุนไปได้โดยสิ้นเชิง โดยส่วนตัวจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง และเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนควรทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับยุคใหม่ของตลาดทุน รวมทั้งสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างเต็มที่
ที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจทั่วโลกต้องพึ่งพาสถาบันการเงินทั้งในการจัดสรรทรัพยากร ระหว่างผู้ที่มีเงินทุนและผู้ต้องการเงินทุน และการทำธุรกรรมต่างๆ ระหว่างกัน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าตัวกลางได้รับความเชื่อถือสูงจากผู้ร่วมตลาด ตัวกลางเหล่านี้จึงมักเป็น Centralized Entity ขนาดใหญ่ที่ให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการประหยัดต่อขนาด หรือ Economy of Scale นอกจากนี้ ตัวกลางแบบเดิมยังคงใช้ทุนในการดำเนินงานสูง และมีวิธีการทำงานที่เน้นการใช้คนเป็นหลักมากกว่าการใช้เทคโนโลยี
การให้บริการในรูปแบบดังกล่าวจึงทำให้ลูกค้าประสบความติดขัด หรือปัญหาที่เราเรียกว่า Pain Points ในหลายประเด็น เช่น ค่าธรรมเนียมที่สูงเพราะต้นทุนสูง บริการที่ล่าช้า ลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงบริการบางประเภทได้อย่างทั่วถึง เกิดความเสี่ยงว่าธุรกรรมอาจจะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า เนื่องจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์จากการที่ตัวกลางทำธุรกิจหลายด้านพร้อมกัน การเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของพนักงาน และการที่ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ที่มีศักยภาพไม่สามารถเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้โดยง่าย เป็นต้น
ทีนี้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร การที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถพัฒนานวัตกรรมทางการเงินการลงทุนใหม่ๆ มาแก้ไข Pain Points ต่างๆ ข้างต้นที่ลูกค้าประสบอยู่ได้ ซึ่งผู้เล่นใหม่ๆ อย่าง FinTech Startups ก็เห็นช่องว่างในจุดนี้ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงใจกว่าผู้ให้บริการที่เป็น Traditional Intermediaries ในปัจจุบัน
ตัวอย่างของโจทย์ที่นำ FinTech มาใช้จัดการในปัจจุบัน เช่น การใช้ Data Analytics และ Artificial Intelligence มาช่วยวิเคราะห์การลงทุนและจัดสำรับการลงทุน หรือที่เราเรียกว่า Asset Allocation แบบอัตโนมัติ ที่เราเรียกว่า “Robo-Advisor” หรือ “Automated Investment Service”
การระดมทุนผ่าน Online Platform เพื่อส่งเสริมให้กิจการขนาดเล็ก หรือ Startups มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น โดยมีต้นทุนในการระดมทุนที่ Competitive เมื่อเทียบกับการกู้จากสถาบันการเงินหรือแหล่งเงินทุนอื่นๆ ซึ่งในประเทศไทย ก.ล.ต.ก็ได้ออกเกณฑ์รองรับการระดมทุนในลักษณะนี้ ที่เรียกว่า “Equity Crowdfunding” ไว้แล้ว
การนำ Distributed Ledger Technology อย่าง Blockchain มาใช้เป็น Trading Platform รวมทั้งใช้ในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างมหาศาล โดยในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทดสอบเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เพื่อพิจารณาว่าสามารถที่จะเอามาใช้ได้จริงหรือไม่แล้ว ส่วนในไทยเองประเด็นดังกล่าวก็เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งจากผู้เล่นปัจจุบันอย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ FinTech Community
เนื่องจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพลิกโฉมการให้บริการทางการเงินและการลงทุนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ลงทุนจึงจะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมาก มีทางเลือก และเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย การบริการจะมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วขึ้นหลายเท่า รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันในด้านที่ตัวเองมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนและตลาดทุนมากที่สุด
โดยส่วนตัวเห็นว่าเทคโนโลยีที่จะส่งผลต่อตลาดทุนมากมี 2 อย่าง คือ Artificial Intelligence หรือ “AI” กับ Blockchain
AI เกิดจากความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ จนไปถึงขั้นที่สามารถคิด ตัดสินใจ และให้เหตุผลได้คล้ายคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านตลาดทุน AI เรียกได้ว่าเป็น Game Changer เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ AI เข้ามา Automate Process ต่างๆ ของตัวกลาง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและบริหารจัดการข้อมูลได้หลายเท่า รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน
จะเห็น Global Trends ว่า Industry ที่เริ่มใช้ Automation กันอย่างมากในขณะนี้ก็คือการจัดการลงทุน หรือ Asset Management และการบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management
ตัวอย่างของ Automation ที่น่าหยิบยกมาเล่าเรื่องหนึ่งก็คือ Global Research House รายหนึ่งเคยมาคุยกับ ก.ล.ต. House นี้มีนักวิเคราะห์อยู่ 100 กว่าคน แต่ก่อนบริษัทนี้สามารถทำ Research หุ้นได้ 1,500 หุ้น ในตลาดทั่วโลก ต่อมาเมื่อนำ Automation เข้ามาใช้ ปรากฏว่าสามารถที่จะ Cover ได้ 5 หมื่นหุ้น โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนนักวิเคราะห์เลย จึงเห็นได้ชัดว่า Automation ช่วยทำให้ทุกอย่าง Scalable ลดต้นทุนในการทำธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนเรื่องการเข้าถึงลูกค้า ก็จะเน้นการใช้ Mobile Devices และ Social Media มากขึ้น ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าได้ด้วยวิธีใหม่ๆ นอกจากนี้ เรายังเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานจากการที่ใช้คนเป็นหลักแล้วใช้เทคโนโลยีมาช่วย กลายเป็นการ Focus ไปที่ Digital Experience ที่ Customized ตามลูกค้า และใช้คนมาประกอบเท่าที่จำเป็น
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการเปลี่ยนวิธีการให้บริการของ Wealth Managers หรือ Brokers ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้าที่เดิมไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ เนื่องจากไม่คุ้มสำหรับผู้ประกอบการ ตอนนี้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวก็อาจเป็นที่สนใจ เนื่องจากต้นทุนในการให้บริการลดลงอย่างมาก อย่างเช่นเมื่อก่อนนี้ Private Wealth เราจะเห็นว่าต้องมี Port Size 40 ล้าน ถ้าไม่อย่างนั้นเขาไม่พูดด้วย ต่อมาก็ลดลงมาเป็น 20 ล้าน เป็น 10 ล้าน เป็น 5 ล้าน เป็น 1 ล้าน ตอนนี้ 5,000 บาท ก็ยังเป็นไปได้ เรียกได้ว่าอำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือของประชาชนแทนที่จะอยู่ในมือสถาบันการเงินเหมือนในอดีต และนี่คือปรากฏการณ์ที่บางทีเราเรียกว่า “Democratization of Financial Services”







