
เศรษฐกิจสหรัฐสดใส ไม่ช่วยอุ้มการค้าโลก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เศรษฐกิจบางประเทศในปีนี้มีแนวโน้มจะสดใสขึ้นกว่าปีก่อน โดยเฉพาะกับสหรัฐที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนทางการเมืองรวมถึงแนวคิดปกป้องการค้าจากทรัมป์ อาจทำให้การค้าโลกในภาพรวมปีนี้ไม่สดใสเท่าที่ควรนโยบายชาตินิยมของทรัมป์ เช่น การลดภาษีนิติบุคคลจากราว 35% เหลือเพียงราว 15-20% จะช่วยเหลือเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ คาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ได้ราว 0.3% สำหรับปีนี้ และ 0.8% สำหรับปีหน้า ขณะที่ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐสำหรับปี 2017 จาก 1.8% เป็น 1.9% และขึ้นของปีหน้าจาก 1.8% เป็น 2% จากนโยบายกระตุ้นทางการคลังซึ่งอาจมีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ยังรายงานด้วยว่า ทรัมป์ตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจไว้มากถึงราว 3-3.5% โดยตัวเลขดังกล่าวปรากฏอยู่ในรายงานวางแผนงบประมาณของปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามทุ่มการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจไปได้ถึงเป้าหมาย
แนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสดังกล่าว ยังมาพร้อมกับราคาโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวฟื้นขึ้นจากปีก่อน ช่วยเอื้อต่อการค้าโลกที่ซบเซาลงไปหลายปี โดยเฉพาะในปี 2015-2016 ที่ผ่านมา ราคาโภคภัณฑ์ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันการขยายตัวของการค้าโลกให้โตต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แต่สำหรับปีนี้เวิลด์แบงก์คาดการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่รวมพลังงานจะปรับขึ้น 3% ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 6 ปี หลังร่วงไป 6% ในปี 2016
อย่างไรก็ตาม การค้าโลกยังคงเผชิญกับปัจจัยลบต่อเนื่องจากปีก่อน โดยแนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐกลับแฝงไปด้วยปัจจัยกดดันการค้าโลก ซึ่งมีแนวโน้มจะยืนยาวจนถึงปีนี้ เช่น นโยบายปกป้องการค้า อย่างการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า
เวิลด์แบงก์ เปิดเผยว่า การค้าในปี 2016 ปรับตัวขึ้นเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและลดลงจากปี 2015 ที่เติบโต 2.7% และ 12.4% ในปี 2010 ส่งผลให้อัตราการเติบโตของการค้าโลกลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งดัชนีความไม่แน่นอนทางการเมืองของโพลิซีอันเซอร์เทนตี (อีพียู) ปรับแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997 มากกว่าช่วงวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียปี 1998 และเหตุวินาศกรรมสหรัฐ 11 ก.ย. 2001
ความไม่แน่นอนทางการเมืองในปี 2016 ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยที่กดดันการค้าโลกคิดเป็นสัดส่วน 75% ของการค้าที่ลดลงไปในปีก่อน โดยแบ่งเป็น 2 ภาคส่วน คือ นโยบายเศรษฐกิจทั่วๆ ไป ไม่สร้างความมั่นใจให้กับเอกชนลงทุน หรือให้ผู้บริโภคได้จับจ่ายใช้สอย ส่งผลกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไปในตัว ขณะที่ส่วนที่ 2 คือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากนโยบายการค้า
แม้เวิลด์แบงก์จะไม่ระบุชื่อของทรัมป์ภายในรายงาน แต่ความไม่แน่นอนทางเมืองในประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณนำเข้าโลกในช่วงดังกล่าวเติบโตใกล้เคียงกับ 0% หลังลดลงมาตลอดนับตั้งแต่การทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษในช่วงเดือน มิ.ย. โดยธนาคารโลกคำนวณว่า หากความ
ไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ปริมาณการค้าลดลง 0.02%
นอกจากนี้ จากข้อมูลขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ในปี 2016 พบว่า โลกสะสมนโยบายกีดกันการค้านับถึงกลางเดือน ต.ค. 2016 มากถึง 2,238 รายการ เพิ่มขึ้นจากปี 2010ซึ่งอยู่ที่ 464 รายการ และยังมากกว่านโยบายต่อต้านการปกป้องการค้า ที่มีอยู่เพียง 740 รายการ เมื่อนับถึงกลางเดือน ต.ค.เท่านั้น โดยเวิลด์แบงก์ระบุว่าแม้ลัทธิปกป้องการค้าจะยังไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการค้าโลกในปี 2016 แต่ความไม่แน่ต่อนโยบายการค้าเริ่มสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกแล้ว
กระแสการต่อต้านการค้าเสรีจะได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าจากข้อมูลของธนาคารโลกพบว่า หากปราศจากข้อตกลงการค้าเสรี จะทำให้เปอร์เซ็นต์การค้าโลกที่เติบโตในช่วงระหว่างปี 1995-2014 ลดลงเฉลี่ยปีละเกือบ 2% เนื่องจากข้อตกลงการค้าเสรีช่วยให้การค้าระหว่างประเทศที่ทำข้อตกลงเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ในช่วง
ที่ผ่านมา
“เนื่องจากความไม่แน่นอนทางนโยบายยังคงมีแนวโน้มขยายเวลาต่อไป พวกเราจึงควรคาดการณ์ว่าการขยายตัวของการค้าโลกจะยังคงลดลง” ไมเคิลรูตา หนึ่งในผู้เขียนรายงานดังกล่าวของเวิล์ดแบงก์ ระบุ
แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะพึ่งพาการค้าโลกลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 1990 แต่การค้าโลกยังคงมีความสัมพันธ์ทางตรงกับศักยภาพการผลิตซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากรายงานของเวิลด์แบงก์ พบว่า หากการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานโลกเพิ่มขึ้น 10% จะช่วยให้ศักยภาพการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้นราว 1.7%
ศักยภาพการผลิตมีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสหรัฐและยุโรป รวมถึงชาติเอเชียในช่วงที่ผ่านมา เช่น เกาหลีใต้ โดยในช่วงปี 1980-1985 ศักยภาพการผลิตปรับขึ้น 6.9% ขณะที่ปี 1985-1990 ปรับขึ้น 7.9% ส่งผลให้จีดีพีต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐ
ในปี 1980 เป็นราว 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 1990 และอยู่ที่มากกว่า 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน
สำหรับสหรัฐเองศักยภาพการผลิตชะลอตัวมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา และเติบโตเพียง 0.2% เมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 โดยโรเบิร์ท รีช อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานในสมัยอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า ศักยภาพการผลิตดังกล่าวที่ลดลงมาจากสภาพในตลาดแรงงาน ซึ่งเหล่าเบบี้บูมเมอร์กำลังต่างเดินหน้าเกษียณ ส่งผลให้ยากต่อการที่เศรษฐกิจสหรัฐจะพุ่งขึ้นถึง 3-3.5% ตามที่ทรัมป์ตั้งเป้าได้
เศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มสดใสแต่แฝงไปด้วยนโยบายปกป้องการค้านั้น ไม่อาจช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตโลกได้มากนัก กลายเป็นปัจจัยลบที่ต้องจับตามองต่อไปในปีนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อนโยบายการค้าที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก







