
‘กรีซ’ ปัญหาเรื้อรังยุโรป หนี้ท่วม-ภาวะยากจนรุมเร้า
วิกฤตหนี้สินเรื้อรังของกรีซกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
วิกฤตหนี้สินเรื้อรังของกรีซกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนเห็นพ้องกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ให้เจรจาการปฏิรูประบบเงินบำนาญ การจัดเก็บภาษี และการยกเครื่องตลาดแรงงาน แลกเปลี่ยนกับการให้เงินช่วยเหลือกรีซเพิ่มเติม โดยหากปราศจากเงินช่วยเหลือรอบใหม่จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และประเทศยูโรโซน กรีซคงไม่สามารถจ่ายหนี้ใหม่ 7,200 ล้านยูโร (ราว 2.65 แสนล้านบาท) ที่จะครบกำหนดชำระในเดือน ก.ค.
บลูมเบิร์ก รายงานว่า หากกรีซไม่สามารถตกลงกับยูโรโซนภายในเดือนนี้ได้ การผลักดันให้การเจรจามีความคืบหน้าดูจะเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น เนื่องจากหลายประเทศยุโรปจะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในเดือน มี.ค. ของเนเธอร์แลนด์ เช่นเดียวกับฝรั่งเศสและเยอรมนีที่จะจัดการเลือกตั้งช่วงกลางปีและปลายปีนี้
แม้การกลับไปเจรจาเพื่อผลักดันการปฏิรูปกรีซจะนับเป็นความหวังใหม่ หลังยูโรโซนและไอเอ็มเอฟเห็นพ้องจะใช้แผนการสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้กรีซมากยิ่งขึ้น โดย เจอโรน ดีสเซลโบลม ประธานรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซน เปิดเผยว่า แผนดังกล่าวจะเป็นการหันออกห่างมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมุ่งสู่การปฏิรูปเชิงลึกมากยิ่งขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อพิจารณาจากสภาวะปัจจุบันของเศรษฐกิจกรีซ
ทั้งนี้ วิกฤตหนี้กรีซเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2010 จนทำให้กรีซต้องหันไปขอเงินช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศยูโรโซน โดยตลอดเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา กรีซได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมดแล้วกว่า 3.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ขณะที่ใช้มาตรการรัดเข็มขัดไปแล้ว 13 ประการ โดยเมื่อเดือน พ.ค. 2016 รัฐบาลกรีซผ่านมาตรการรัดเข็มขัดที่มุ่งลดค่าใช้จ่าย 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.99 แสนล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วยการขึ้นภาษี
รายได้และสินค้าฟุ่มเฟือย การปรับลดเงินโบนัสและเงินชดเชยการทำงานวันหยุดของข้าราชการ รวมถึงระงับการจ่ายเงินบำนาญ แต่ภาระหนี้สินของกรีซยังคงอยู่ในระดับสูงมากอยู่
ในปัจจุบันภาระหนี้สินของกรีซคิดเป็นประมาณ 180% ของผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะคิดเป็น 45% ของหนี้ทั้งหมด อยู่ที่ 1.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) โดยสัดส่วนหนี้สินดังกล่าวที่สูงมาก ทำให้รัฐบาลกรีซไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะออกพันธบัตรเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ประเทศได้
นอกจากมาตรการรัดเข็มขัดจะยังไม่สามารถช่วยลดหนี้สินของกรีซลงได้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อพลเมืองทั่วไปอย่างหนัก โดยรอยเตอร์สรายงานว่า แม้อัตราการว่างงานของกรีซจะปรับลดลงจาก 28% มาอยู่ที่ราว 23% ในไตรมาส 4 ปี 2016 แต่ก็นับเป็นตัวเลขสูงสุดในยุโรป ซึ่งเป็นผลมาจากภาคธุรกิจและบริษัทหลายพันแห่งที่ปิดกิจการ เนื่องจากไม่สามารถทำธุรกิจในประเทศต่อได้
ทั้งนี้ อัตราการว่างงานดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับอัตราความยากจนภายในประเทศ โดยยูโรสแตท สำนักงานสถิติของยุโรป เปิดเผยว่า อัตราความยากจนของกรีซอยู่ที่ 22.2% ในปี 2015 ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นจาก 11.2% เมื่อปี 2008 ซึ่งแม้ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ระดับสูงสุดในภูมิภาค แต่อัตราการปรับตัวขึ้นถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศยุโรป
ผลการสำรวจจากสมาพันธ์แรงงานแห่งธุรกิจและผู้ค้าขนาดเล็ก ระบุว่า ภาคครัวเรือนราว 75% มีรายได้ลดลงเมื่อปีที่แล้ว ซึ่ง 40% ระบุว่ารายได้ที่ลดลงทำให้ต้องลดรายจ่ายด้านอาหารลง โดยชาวกรีซที่เข้ารับคูปองช่วยเหลือด้านอาหาร มีรายได้ต่อเดือนเพียง 370 ยูโร (ราว 1.3 หมื่นบาท)
อย่างไรก็ดี รัฐบาลกรีซเองก็ไม่สามารถสรรหามาตรการมาช่วยบรรเทาภาวะความยากจนภายในประเทศได้ เนื่องจากกำลังเผชิญปัญหาหนี้ท่วม ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณที่ 7.2% ของจีดีพีปี 2015 และล่าสุดยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ 930 ล้านยูโร (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) ในเดือน ธ.ค. 2016 เพิ่มขึ้นจาก 780 ล้านยูโร (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากรายได้ต่างๆ ของรัฐบาลปรับตัวลดลง
ขณะเดียวกัน จีดีพีกรีซที่หดตัวลง 0.4% ในไตรมาส 4 ของปี 2016 สวนทางการขยายตัวขึ้นที่ 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ ยิ่งตอกย้ำปัญหาหนี้เรื้อรังของกรีซ และเพิ่มแรงกดดันในการเจรจาขอเงินช่วยเหลือรอบใหม่จากยูโรโซน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจกรีซมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 1% ในระยะยาว
“การขยายตัวต่ำดังกล่าว หมายความว่าหนี้สาธารณะของกรีซยังอยู่ในระดับสูงมากอยู่ แม้กรีซจะพยายามบรรเทาความวิตกของบรรดาเจ้าหนี้ ด้วยการออกมาตรการรัดเข็มขัดในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม” ไอเอ็มเอฟ ระบุ
หากกรีซจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและทางเศรษฐกิจทั้งหมดตามเป้าหมายก็ตาม แต่เศรษฐกิจกรีซก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ดี โดยหากกรีซปฏิรูปสำเร็จ ไอเอ็มเอฟคาดว่าหนี้กรีซจะลดลงจาก 180% ของจีดีพี มาอยู่ที่สัดส่วน 160% ภายในปี 2030 แต่หนี้ดังกล่าวมีแนวโน้มกลายเป็นระเบิดปะทุขึ้นในอนาคต
แม้ว่ารัฐมนตรีคลังยูโรโซนให้คำมั่นว่าจะพยายามช่วยกรีซดำเนินการปฏิรูป และยืนยันว่าโครงการให้เงินช่วยเหลือกรีซมีความยั่งยืนก็ตาม แต่ไอเอ็มเอฟมองว่าหนี้กรีซจะพุ่งไปแตะ 275% ของจีดีพี ภายในปี 2060
ขณะที่การใช้มาตรการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น มีแต่จะยิ่งทำร้ายประชาชนมากกว่าเดิม เนื่องจากกรีซไม่สามารถหั่นเงินบำนาญและค่าบริการสาธารณะอื่นๆ มากขึ้นกว่านี้ได้อีกแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว กรีซไม่สามารถแก้ไขวิกฤตหนี้สินครั้งนี้ได้เพียงลำพัง แต่จะยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่กลุ่มประเทศยูโรโซนต้องช่วยเหลืออุ้มชูต่อไป







