
ใช้เงินอย่าง 'เกตส์-บัฟเฟตต์'
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว “วอร์เรน บัฟเฟตต์” แห่งเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกในขณะนั้น เป็นรองเพียง “บิล เกตส์” แห่งไมโครซอฟท์ ได้ทำในสิ่งที่คนทั่วโลกตกตะลึง ด้วยการประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินถึง 85% ของตนเองให้การกุศล
85% ในที่นี้ หมายถึงเงินประมาณ 3.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หากคูณเป็นเงินบาทคร่าวๆ ที่ 35 บาทในปัจจุบัน จะอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท
และเงินก้อนใหญ่ที่สุดประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถูกบริจาคให้เพื่อนซี้เข้ามูลนิธิ บิลและเมลินดาเกตส์ มูลนิธิที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 เพื่อสนับสนุนด้านสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตคนในประเทศกำลังพัฒนา
ผ่านไป 10 ปี บัฟเฟตต์ได้เขียนจดหมายถึงเกตส์ไถ่ถามว่า ในรอบ 10 ปีมานี้ มูลนิธิได้ใช้เงินทำอะไรสำเร็จไปแล้ว และตั้งเป้าหมายจะทำอะไรต่อไป
คำถามนี้น่าหวั่นใจไม่น้อย เพราะมาจากบัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีที่ประหยัดที่สุดคนหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เพราะแม้จะรวยเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ก็อยู่บ้านเล็กหลังเก่าที่ไม่มีรั้วในโอมาฮา ในราคาตอนซื้อแค่ 3 หมื่นกว่าเหรียญสหรัฐ ไม่ใช้ชีวิตในสังคมไฮโซ ไม่ใช้ของแพง ชอบขับรถซื้อแมคโดนัลด์กลับบ้านกินเป็นมื้อเย็น และครั้งหนึ่งที่เคยเลี้ยงมื้อกลางวันเพื่อนอย่างบิล เกตส์ ที่ฮ่องกง บัฟเฟตต์ยังควักคูปองส่วนลดมาใช้ด้วย
รายละเอียดจริงๆ คงเขียนอย่างไรก็ไม่หมดสำหรับสิ่งที่ทำมา 10 ปี สองสามีภรรยา เลยเน้นไปที่ “ตัวเลขที่เป็นรูปธรรม” ซึ่งน่าจะอธิบายให้นักลงทุนอย่างบัฟเฟตต์ รวมถึงสาธารณชนเข้าใจได้ดีที่สุด ในจดหมายข่าวประจำปีของมูลนิธิเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
บิลและเมลินดาตอบโจทย์ว่า ในช่วง 10 ปีมานี้ เงินนับล้านล้านเหรียญสหรัฐของทั้งบัฟเฟตต์และผู้บริจาครายอื่นๆ สามารถช่วยชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบได้ถึง 122 ล้านคน ซึ่งเด็กเหล่านี้คงจะตายกันไปหมดแล้วในช่วง 25 ปีมานี้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือพื้นฐาน
การช่วยเหลือที่ว่านี้ก็คือ การให้วัคซีนพื้นฐานแก่ทารกแรกเกิดเพื่อป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ผ่านทางเครือข่ายพันธมิตรที่ชื่อว่า GAVI ซึ่งช่วยให้อัตราเฉลี่ยการเข้าถึงวัคซีนของเด็กทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 1980 ไปอยู่ที่ 86% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ยังมีตัวเลขอื่นๆ อีกมากที่มูลนิธิเปิดเผย อาทิ อัตราของผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าถึงการคุมกำเนิดได้ราว 300 ล้านคน
และตัวเลขเป้าหมายก็คือ “0” ไม่ว่าจะเป็นอัตราการตายก่อนวัยอันควร หรือการเป็นโรคต่างๆ ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่ใกล้เคียงเป้าหมายนี้ที่สุดก็คือ อัตราการป่วยโรคโปลิโอ ซึ่งมีจำนวนลดลงเหลือเพียง 37 รายในปีที่แล้ว
มูลนิธินี้แม้จะใหญ่ที่สุดในแง่ของการบริจาค แต่ก็ใช้เงินได้มีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเกตส์ได้พูดไว้ว่า “ความจริงที่ว่าเรากำลังใช้เงินของเขาทำงานอยู่ ทำให้ต้องตั้งใจทำงานหนักขึ้น เพื่อให้บัฟเฟตต์ภูมิใจในของขวัญ (เงินบริจาค) ชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีใครให้กัน”







