posttoday
ทำไมต้องโรงไฟฟ้าในภาคใต้

ทำไมต้องโรงไฟฟ้าในภาคใต้

22 กุมภาพันธ์ 2560

ช่วงนี้เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากผมเลยจะขอใช้พื้นที่เล็กๆ นี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในรูปแบบ “ถาม-ตอบ” สั้นๆ 7 ข้อ ดังนี้ครับ

โดย...ทวารัฐ สูตะบุตร

ช่วงนี้เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากผมเลยจะขอใช้พื้นที่เล็กๆ นี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในรูปแบบ “ถาม-ตอบ” สั้นๆ 7 ข้อ ดังนี้ครับ

1.ทำไมต้องโรงไฟฟ้าในภาคใต้ : ความต้องการใช้ไฟสูงสุดในภาคใต้ ปี 2559 อยู่ที่ 2,713 MW แต่โรงไฟฟ้าที่พึ่งได้ในพื้นที่ผลิตได้น้อยกว่าอยู่ถึง 400 MW อีกทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้จะขยายตัวมากขึ้นในอนาคต (10 ปีที่ผ่านมา โตที่ร้อยละ 4.7) ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง ทำให้ต้องเร่งหาแนวทางเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของพื้นที่

2.ใช้สายส่งมาจากภาคกลางแทนพอไหม? : ตอบคือ ใช้ได้ แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพไฟ เช่น ไฟตกไฟดับ หรือปัญหาแรงดันไฟฟ้าจากการพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง (ส่งจากโรงไฟฟ้าราชบุรี เป็นหลักซึ่งมีประเด็นความเสี่ยงในตัวเอง เพราะรับก๊าซจากเมียนมา) ด้วยเพราะการส่งไฟฟ้าระยะทางไกลๆ ก็อาจมีปัญหาทางเทคนิค โดยเฉพาะช่วงฝนตกฟ้าคะนอง และยังต้องใช้ต้นทุนสูงในการขยายสายส่งลงไปเพิ่ม สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียยังมีต้นทุนสูงมากๆ ที่ผ่านมาจะเลือกใช้ยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น (ยังจัดเป็นโรงไฟฟ้าที่พึ่งไม่ได้)

3.แล้วทำไมต้องที่กระบี่ : เพราะมีพื้นที่โรงไฟฟ้าใน จ.กระบี่ เดิมอยู่แล้ว ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนพร้อมอยู่แล้ว เช่น ท่าเรือ ระบบสำรองน้ำ และพื้นที่สีเขียวรอบโครงการที่เรียกว่า “Buffer Zone” ทำให้ผลกระทบน้อยกว่าการไปเปิดพื้นที่ใหม่ อีกทั้งจุดอ่อนของระบบไฟฟ้าภาคใต้ คือโซนอันดามัน ที่การผลิตไฟฟ้านั้นในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ พังงา กระบี่ ภูเก็ต และตรัง ยังต่ำกว่าความต้องการใช้มาก (ผลิตได้ 315 MW เทียบกับความต้องการสูงสุดที่ 800 MW ตามข้อ 1)

4.ทำไมต้องเปลี่ยนจากน้ำมันเตา : เพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกันเมื่อ 25 ปีที่แล้ว (ตอนนั้นเปลี่ยนจากถ่านหินลิกไนต์มาเป็นน้ำมันเตา) ซึ่งมีราคาแพงและราคาผันผวนขึ้นกับราคาน้ำมันโลก

5.แล้วควรใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง : หากต้องเป็นโรงไฟฟ้าหลัก หรือ Conventional Power Plant ทางเลือกเชื้อเพลิงมี 4 ทางเลือก คือ น้ำมัน (แพงและมีอยู่แล้ว) นิวเคลียร์ (ยังไม่เหมาะ) ถ่านหิน หรือก๊าซ (ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซเยอะแล้ว) ซึ่งปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงทุกปี ทำให้ต้องนำเข้าในรูปแบบก๊าซเหลว หรือ LNG ซึ่งแพงกว่า และทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศเองก็มีความไม่มั่นคงอยู่แล้ว แถมการขนส่งโดยเรือ LNG ในโซนอันดามันทำได้ยากกว่าและท่าเทียบเรือต้องมีมาตรฐานสูงกว่า/ใหญ่กว่า

แต่หากโรงไฟฟ้าขนาดเล็กใช้พลังงานทดแทน ทางเลือกมีดังนี้ลม (ไม่เสถียร ต้นทุนและค่าใช้จ่ายการจัดเก็บพลังงานที่ผลิตได้ยังสูง) / แสงแดด (ต้องใช้พื้นที่มาก ต้นทุนและค่าใช้จ่ายการจัดเก็บยังสูง) / ขยะและชีวมวล (ปริมาณยังจำกัด และวัตถุดิบขึ้นตามฤดูกาล) / น้ำมันปาล์ม (ปริมาณจำกัด และมีตามฤดูกาล ราคาผันผวนสูงตามตลาดโลก เมื่อราคาสูง นำไปใช้บริโภคจะได้ประโยชน์กว่า)

หากพิจารณา ถ่านหิน มีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยถูกที่สุด ราคาผันผวนน้อย ปริมาณสำรองถ่านหินในโลกสูง และเทคโนโลยี ปัจจุบันสามารถลดมลภาวะลงได้ตามเกณฑ์สากล ซึ่งถ่านหินที่จะใช้ที่โรงไฟฟ้ากระบี่
เป็นถ่านหินคุณภาพดี ประเภทซับบิทูมินัส (ดีกว่าถ่านหิน “ลิกไนต์” ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง แต่ปัจจุบันถือว่าปรับปรุงให้ระบบมีมาตรฐานสูงขึ้นมาก)

สรุป การใช้ถ่านหิน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลการใช้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (ปัจจุบันอยู่มากกว่าร้อยละ 65) ขณะที่พลังงานทดแทนด้านอื่นยังทำได้จำกัด ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน

ทั้งนี้ การใช้พลังงานทดแทนที่แม้จะยังไม่เสถียรด้วยเพราะพึ่งพาธรรมชาติมากเกินไป และมีต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งอาจจะเป็นภาระกับประชาชน-ภาคอุตสาหกรรม-ภาคท่องเที่ยว อาจส่งผลให้ความสามารถการแข่งขันลดลง หรือค่าครองชีพสูงขึ้น อย่างไรก็ดีกระทรวงพลังงานจะยังสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วยตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้ต้นทุนทยอยปรับลดลงได้และมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป โดยโรงไฟฟ้าที่กระบี่เดิมและใหม่จะยังสามารถรับซื้อน้ำมันปาล์มและชีวมวล (นำมาผสมกับถ่านหิน) ในพื้นที่เพื่อนำไปใช้เสริมในการผลิตไฟฟ้าได้ด้วย

6.จะกระทบการท่องเที่ยวไหม? : การขนส่งถ่านหินจะใช้เส้นทางเดินเรือเดิม จะไม่มีขุดร่องลอกน้ำใหม่ จะมีเรือเข้าออกไม่เกิน 2 ครั้ง/วันในช่วงน้ำขึ้น และเป็นการขนส่งด้วยระบบปิด นอกจากนี้ จุดดำน้ำดูปะการังห่างจากเส้นทางเดินเรือ 4-10 กม. และระบบสายพานลำเลียงถ่านหิน มีสายพานลำเลียงถ่านหินกว้าง 2.5 เมตร ความยาวประมาณ 9 กม. โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ (1) สายพานลำเลียงในอุโมงค์ใต้ดิน เพื่อลอดผ่านคลองย่านสะบ้าและพื้นที่ป่าชายเลน ระยะทางประมาณ 2 กม. (2) สายพานลำเลียงบนพื้นดิน จากอุโมงค์ใต้ดินจนถึงอาคารเก็บถ่านหินของโรงไฟฟ้า ระยะทางประมาณ 7 กม. มีแนวเขตพื้นที่ (Right of way) ประมาณ 50 เมตร เป็นระบบปิดตลอดสาย

7.จะดำเนินการอย่างไรเพื่อดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : กฟผ.ได้ศึกษาและจัดทำรายงาน EIA/EHIA แล้วแม้ว่าในขั้นตอนการพิจารณาจะยังชะลออยู่ ซึ่งการเดินหน้าต่อ อาจสามารถให้คณะผู้ชำนาญการเพิ่มเติมประเด็นที่อาจยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่ครอบคลุมเพื่อให้เกิดความชัดเจน และให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ