
นักศึกษารางวัลระดับโลก แนะสลายศาสนาเงินสร้างอนาคตชาติ
...วิทยา ปะระมะ
บ่ายแก่ๆ ในวันแดดร้อนจ้าวันหนึ่ง
“โพสต์ทูเดย์” ชวน 3 สาวนักศึกษาวัยใส มาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ณ ห้องประชุมคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเธอทั้ง 3 ไม่ใช่มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือเป็นผู้ชนะการประกวดร้องเพลงใดๆ แต่เป็นเด็กเก่งอีก 1 คณะที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันการวิเคราะห์กรณีศึกษาเชิงธุรกิจนานาชาติ McGill Management International Case Competition 2010 (MMICC) ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยแมกกิล มหาวิทยาลัยชั้นนำของแคนาดา เมื่อวันที่ 2327 มี.ค.ที่ผ่านมานักศึกษาจากโครงการปริญญาตรีบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ คณะนี้ประกอบด้วย แคทรียา ธีรรัฐพล (แคท) จิรญา บุญญเศรษฐ์ (เต๋า) วรวรรณ หวังพนิตกุล (มิเชล) และมนสิณีย์ สัตยารักษ์ (แอร์) แต่น่าเสียดายที่แคทติดภารกิจ จึงไม่สามารถมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์ได้
แอร์ เริ่มต้นปูพื้นว่าการแข่งขันครั้งนี้เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกในวงการนักศึกษา MBA เลยก็ว่าได้ เนื่องจากตัวแทนที่เข้าแข่งขันล้วนมาจากมหาวิทยาลัยไอวีลีกระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ฯลฯ
ในการแข่งขันแต่ละทีมจะได้รับโจทย์ให้วิเคราะห์ปัญหา ซึ่งมีบริษัท Cirque Du Soleil จากแคนาดาที่โด่งดังในการสร้างสรรค์โชว์ระดับโลก โดยเฉพาะในลาสเวกัส มาเป็นผู้ดำเนินการและตัดสิน
“
ทุกทีมจะถูกเก็บตัวในโรงแรมห้ามไปไหน ห้ามติดต่อกับโลกภายนอก ได้เอกสารมาปึกใหญ่แล้วมีเวลาวิเคราะห์ปัญหาเพียง 22 ชั่วโมง จากนั้นใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงนำเสนอผลการวิเคราะห์ปัญหาต่อคณะกรรมการผู้ตัดสิน การทำงานค่อนข้างกดดันเพราะมีเวลาน้อย ต้องแบ่งหน้าที่และจัดสรรเวลาให้ลงตัว ต้องทำงานเป็นทีมภายใต้สถานการณ์กดดัน บางทีมแอบโกงด้วยการส่งอีเมลกลับไปถามที่ประเทศตัวเอง เราเห็นแต่ก็ไม่ได้คิดจะทำตาม เพราะถ้าชนะก็ไม่น่าภาคภูมิใจและหากถูกจับได้ก็จะทำให้ประเทศเสียชื่อเสียงตามไปด้วย” เล่าที่มาก่อนคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้หลังการระดมสมองอันยาวนานและนำเสนอให้คณะกรรมการดู ในที่สุดทีมจากประเทศไทยก็ได้รับการลงคะแนนให้เป็นผู้ชนะเลิศประจำปี 2553 ไหนๆ ก็ได้รางวัลระดับโลกมาแล้ว โพสต์ทูเดย์จึงตั้งโจทย์ให้พวกเธอเปรียบประเทศไทยเป็นบริษัทและให้วางกลยุทธ์ให้ประเทศว่าจะเป็นอย่างไร?
เต๋า วิเคราะห์ว่า ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่เรื่องการศึกษาและระดับจริยธรรมของคนในสังคม การศึกษาเป็นรากฐานของคน ถ้าคนดีประเทศก็จะดีตาม ดังนั้นต้องสร้างการศึกษาให้เท่าเทียมกันให้มากเท่าที่จะทำได้เสียก่อน
“
คิดว่าประเทศไทยให้คุณค่าของครูน้อยเกินไป อาจารย์ได้เงินเดือนน้อยมาก สวัสดิการก็น้อย คนที่มีศักยภาพจริงๆ ก็ไปทำงานต่างประเทศกลายเป็นเสียบุคลากรที่ดีไป อย่างครูที่ MBA (ธรรมศาสตร์) เขาเข้ามาเพราะใจรักนะอาจจะเป็นศิษย์เก่า ไม่ได้เข้ามาเพราะเงิน”ด้านจริยธรรม เต๋ามองว่าศาสนาที่เฟื่องฟูมากที่สุดในยุคนี้คือ
“ศาสนาเงิน” คนคิดถึงแต่เงิน เอาเงินไว้ก่อนไม่คิดว่าต้องสุจริต ระดับชาวบ้านครั้งอาจมองไม่กว้างพอว่าสิ่งนี้คือการไม่มีจริยธรรม เช่น ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจได้จากคนโกง ถ้าเขามองเหตุการณ์จากหลายๆ มุมก็เข้าใจมากขึ้นว่าอย่าไปรับเงินจากคนไม่ดี ที่สุดก็วนกลับมาที่ปัญหาเรื่องการศึกษาอยู่ดี“
มันต้องคิดให้ไกลกว่านี้อย่าไปมองภาพสั้นๆ แค่ให้เราสบาย ไม่อย่างนั้นอนาคตประเทศก็ไม่ดีขึ้น อย่างเราเรียนธุรกิจก็ไม่ใช่ดูแค่เรื่องเงินอย่างเดียว อาจารย์ก็จะสอดแทรกว่าต้องมีจริยธรรม สอนให้เห็นแก่ประเทศบ้าง ทำเพื่อสังคมบ้างหรือแนวคิดทางธุรกิจปัจจุบันก็ปลูกฝังบริษัทว่ากำไรมีหลายความหมายไม่ใช่แค่เงินอย่างเดียว นอกจาก Maximize Shareholder แล้วยังต้อง Maximize Stakeholder หรือทำให้ทุกคนได้กันหมดไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้น พนักงานก็ต้องได้ด้วย”เช่นเดียวกับมิเชล ที่มองเหมือนกันว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศขณะนี้คือเรื่องการศึกษา รวมไปถึงการกระจายรายได้ที่ไม่มีประสิทธิภาพและระบบกฎหมายที่อ่อนแอ ไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนมีเส้นต่อให้ทำผิดก็หลบเลี่ยงได้
“
ถ้าให้เลือกเป็นรัฐมนตรี หนูอยากเป็นรัฐมนตรีคลังเพื่อจะได้ผลักดันเรื่องงบประมาณการศึกษา รัฐมนตรีศึกษาก็ดีนะแต่ไม่มีงบ (หัวเราะ) เท่าที่เคยไปสำรวจงบประมาณรัฐว่าทุ่มเงินไปด้านไหนบ้าง การศึกษานี่มาเป็นอันดับ 4 ซึ่งมันแปลกมากๆ เพราะถ้าไปดูประเทศก้าวหน้า งบด้านการศึกษาต้องมาเป็นอันดับ 1”มิเชล ขยายความด้วยว่า อีกปัญหาของระบบการศึกษาคือโรงเรียนที่มีคุณภาพในเมืองไทยมีไม่เยอะแถมยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ หมด ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้คนไทยส่วนมากได้รับการศึกษาดีๆ จึงควรใส่งบประมาณด้านการศึกษาให้กระจายให้เท่าๆ กันทุกโรงเรียน เน้นกระจายเงินไปที่ครูก่อน เพราะแม้ในสายตาของนักศึกษาอาชีพอาจารย์จะดูสูงส่ง เป็นอาชีพอันประเสริฐ แต่กลับได้เงินเดือนน้อย ต่างจากต่างประเทศที่อาชีพครูเป็นอาชีพที่หรูมาก เมื่อเงินดีคนเก่งๆ ก็จะมีแรงจูงใจในการเข้ามาทำอาชีพนี้ จากนั้นจึงกระจายงบประมาณไปถึงเรื่องค่าเทอม
การกระจายรายได้และความเจริญ มิเชล มองว่า ทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพฯ หมด ทำให้เกิดช่องว่างกับคนในต่างจังหวัดทั้งในเรื่องวิถีชีวิตและระบบคิดที่คนในกรุงกับคนต่างจังหวัดคิดไม่เหมือนกัน รวมทั้งเรื่องกฎหมายเมืองไทยที่ดูไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ มีกฎจริงแต่คนทำผิดใช่ว่าจะได้รับโทษ ต่อให้ผิดแต่ถ้ามีเส้นก็หนีปัญหาได้
แม้ทั้ง 3 คนตั้งเป้าว่าเมื่อเรียนจบออกมาแล้วจะทำงานด้านการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ แต่จากแนวคิดที่กล่าวมานี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพวกเธอเปลี่ยนใจไปยึดอาชีพครู ประเทศไทยคงจะได้ครูที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีก 3 คน ช่วยสอนเด็กอีกหลายร้อยหลายพันคนให้ประสบความสำเร็จเช่นที่พวกเธอทำ แม้เงินเดือนอาจจะน้อยก็ตาม







