posttoday
ภาษีสรรพสามิตร้อน เอกชนต้านต้นทุนเพิ่ม

ภาษีสรรพสามิตร้อน เอกชนต้านต้นทุนเพิ่ม

21 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเร็วๆ นี้ ซึ่งมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้เวลาอีก 180 วัน จึงจะเริ่มมีการใช้บังคับจริง หรือประมาณกลางปีนี้เป็นต้นไป

สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ คือการเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีเป็นราคาขายปลีกแนะนำ จากเดิมใช้ฐานราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า (ราคาซีไอเอฟ) เพื่อให้การเก็บภาษีสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาสินค้านำเข้ามีปัญหาสำแดงราคาที่ใช้เป็นฐานในการคิดภาษีต่ำกว่าเป็นจริง

โดยกรมสรรพสามิต ประเมินว่า หากเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราเดิมบนฐานราคาขายปลีกแนะนำ จะทำให้รายได้จัดเก็บเพิ่มขึ้น 10-20% หรือประมาณ 5 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่า ภาษีสรรพสามิตใหม่ต้องไม่ทำผู้ประกอบการมีภาระภาษีเพิ่มจนเป็นนัยสำคัญและผลักต้นทุนที่เพิ่มไปให้ผู้บริโภค

ดังนั้น ก่อนกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่มีผลบังคับใช้ กรมสรรพสามิตจะเริ่มเดินหน้ากฎหมายลูกและระเบียบต่างๆ รวม 70-80 ฉบับ เพื่อลดอัตราการจัดเก็บภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการแต่ละสินค้ามีภาระภาษีใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลลง เพราะการเก็บภาษีภายใต้ฐานราคาขายปลีกแนะนำ ทำให้เอกชนกลัวว่าจะต้องมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น และอาจจะมีปัญหาแจ้งราคาขายปลีกแนะนำไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะราคาขายปลีกมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และแต่ละพื้นที่มีราคาขายปลีกที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ในมาตรา 17 ของร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ระบุไว้ว่า “ราคาขายปลีกแนะนำให้คำนวณจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปรายสุดท้ายในตลาดปกติ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณีที่ราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือไม่เป็นไปตามกลไกตลาด หรือไม่สามารถกำหนดราคาตามวรรคสองได้ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศราคาขายปลีกแนะนำ เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยกำหนดจากราคาขายหรือราคานำเข้าตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”

ภายใต้มาตรา 17 นี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบการเป็นกังวลเรื่องสรรพสามิตใช้ดุลพินิจในการประกาศราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับราคาขายปลีกที่แท้จริงในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และสุดท้ายจะต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังกังวลการส่งโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำให้กับกรมสรรพสามิต ตามมาตรา 18 ที่ระบุว่า “เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมูลค่าที่ใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 17(1) ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า แจ้งราคาขายปลีกแนะนำและโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำต่ออธิบดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกแนะนำที่แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกแนะนำและโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำต่ออธิบดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด”

ประเด็นดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการต่างกังวลมาก เรื่องถูกล้วงความลับทางการค้า ที่ปกติผู้ผลิตจะไม่ยอมเปิดเผยอยู่แล้ว ทำให้ช่วงนี้ผู้ประกอบการออกมากดดันกรมสรรพสามิต เพื่อขอไปมีส่วนร่วมร่างกฎหมายลูกการกำหนดอัตราภาษี และวิธีการจัดเก็บ เพื่อไม่ให้มีปัญหาทางปฏิบัติในภายหลัง

ปัญหาของภาษีสรรพสามิตใหม่จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ที่กรมสรรพสามิตและรัฐบาลต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวัง ประเด็นที่สำคัญรัฐบาลเชื่อว่า ภาษีสรรพสามิตใหม่เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจ เป็นธรรมให้การเก็บภาษีเป็นสากล มีความโปร่งใส ซึ่งผู้ประกอบการก็ยอมรับ ไม่มีเหตุให้คัดค้านได้ ทำให้รัฐบาลเดินหน้าดันกฎหมายนี้ออกมาอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ประเด็นปัญหาก็อยู่ที่การปฏิบัติ ซึ่งกรมสรรพสามิตเชื่อว่าหาทางออกได้ไม่ยาก ในเรื่องแรกการกำหนดราคาขายปลีก สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า ตามปกติผู้ประกอบการก็จะมีการกำหนดราคาขายปลีก หรือราคาแนะนำในสินค้าแต่ละประเภทอยู่แล้ว ซึ่งใช้เป็นราคาขายปลีกได้ระดับหนึ่ง

สำหรับความกังวลเรื่องการส่งโครงสร้างราคาขายปลีก กรมสรรพสามิตเชื่อว่าผู้ประกอบการรับได้ เพราะโครงสร้างราคาดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากข้อมูลที่ผู้ประกอบการส่งให้กระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบันอยู่แล้ว และการให้ผู้ประกอบการส่งโครงสร้างราคาขายปลีกก็เพื่อเป็นฐานอ้างอิง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมสรรพสามิตจะออกมาแสดงความมั่นใจ ว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตที่เปลี่ยนแปลงใหม่จะไม่มีปัญหา แต่เรื่องภาษีเป็นเรื่องอ่อนไหว ย่อมส่งผลให้นักลงทุนเกิดความไม่เชื่อมั่นย่อมไม่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นที่เอกชนออกมาต้านการเก็บภาษีใหม่ และขู่ว่าจะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบการ

แต่ทว่า ในระยะกลางและยาวโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ย่อมส่งผลดีกับเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลักการของกฎหมายใหม่เป็นเรื่องที่ดี แก้ปัญหาในอดีตหลายอย่าง เช่น การสำแดงราคาหน้าโรงงานต่ำ โดยผู้ประกอบการมีการตั้งบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือมารับซื้อสินค้าจากโรงงานราคาต่ำทำให้เสียภาษีสรรพสามิตน้อย ซึ่งปัญหาตรงนี้ก็จะหมดไป

ปัญหาในอดีตต่างๆ ดังกล่าว ทำให้การออกมาต้านภาษีสรรพสามิตของเอกชนจึงไม่มีน้ำหนักมากนัก จนทำให้การเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่มีปัญหาเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลได้ชั่งน้ำหนักแล้วกฎหมายนี้เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจมากกว่าเป็นผลเสีย และรัฐบาลเชื่อว่ากฎหมายปฏิรูปการเก็บภาษีที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยากที่กฎหมายนี้จะคลอดออกมาได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท