
ผู้แทนปวงชนชาวไทย
ข้อมูลของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ที่ออกมาเปิดเผยถึงการขาดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของสมาชิก สนช.จำนวน 7 คน ที่อาจเสี่ยงต่อการขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิก สนช.ข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความสนใจให้กับสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ที่ออกมาเปิดเผยถึงการขาดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของสมาชิก สนช.จำนวน 7 คน ที่อาจเสี่ยงต่อการขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิก สนช.ข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความสนใจให้กับสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่า สนช.ชุดปัจจุบันจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้ สนช.ถูกมองว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 มาตรา 11 ได้รับรองความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยให้กับสมาชิก สนช.ทุกคน
มาตรา 11 มีถ้อยคำว่า “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย”
พิจารณาลายลักษณ์อักษรของมาตรา 11 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าบุคคลที่จะเป็นสมาชิก สนช. นอกจากต้องทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนแล้ว ยังต้องอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้วย
เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่อันยิ่งใหญ่กับสมาชิก สนช.แล้ว บุคคลนั้นก็ควรต้องปฏิบัติตนให้สมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วยการให้ความสำคัญกับการประชุม สนช. และการทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้การออกกฎหมายที่จะต้องบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศมีความรอบคอบมากที่สุด
ดังนั้น การที่มีข้อมูลออกมาว่ามีสมาชิก สนช.ขาดประชุมหลายครั้ง จึงเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวต่อสังคมเป็นอย่างมาก ประหนึ่งเหมือนกับการไม่ดำรงรักษาความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
อย่างไรก็ตาม การขาดประชุม สนช.ไม่ได้มีเพียงเฉพาะสมาชิก สนช.จำนวน 7 คน ที่มีข้อมูลปรากฏเท่านั้น แต่ยังมีสมาชิก สนช.อีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดประชุม สนช.บ่อยครั้งไม่แพ้กัน ซึ่งต้องยอมรับว่าการขาดประชุม สนช.ส่วนหนึ่งมาจากการที่สมาชิก สนช.ส่วนใหญ่สวมหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารองค์กรภาครัฐ หรือเอกชน
ด้วยสภาพเช่นนี้ทำให้สมาชิก สนช.ไม่อาจแบ่งร่างผ่ากายเพื่อทำหน้าที่หลายอย่างไปพร้อมกันได้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดในการออกแบบ สนช.ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เน้นให้ข้าราชการเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งๆ ที่ คสช.รู้อยู่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก อีกทั้งงานนิติบัญญัติไม่ได้สามารถเดินหน้าด้วยการตัดสินในของคนเพียงคนเดียว เพราะ สนช.จะทำอะไรในนามสภาจำเป็นต้องใช้มติในการตัดสิน ทำให้การทำงานด้านกฎหมายจำเป็นต้องอาศัยความใส่ใจเป็นสำคัญ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สนช.และ คสช.ต้องนำบทเรียนในครั้งนี้มาพิจารณา โดยต้องไม่ลืมว่าในอนาคต สนช.จะเป็นปลายทางสำคัญของการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองโดยผ่านกระบวนการการออกกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่ออกแบบกลไกเพื่อควบคุมให้สมาชิก สนช.ให้ความสำคัญกับงานนิติบัญญัติที่รออยู่ข้างหน้าได้ เท่ากับว่าโอกาสที่จะสร้างมาตรฐานเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปและการปรองดองคงต้องสูญเสียไปอย่างที่ไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก







