
ปฏิรูปภาษีทรัมป์ไม่ง่าย หนี้พุ่ง-การคลังสะเทือน
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศผ่านทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ว่าเตรียมจะเปิดเผยแผนการปฏิรูปภาษีภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า ส่งผลให้ตลาดทุนต่างเริ่มจับตาความเคลื่อนไหวดังกล่าวที่คาดว่าอาจจะรวมไปถึงการปรับลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่ทรัมป์เสนอในครั้งหาเสียง หรือ อาจรวมไปถึงภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Adjustment Tax หรือ BAT)
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศผ่านทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ว่าเตรียมจะเปิดเผยแผนการปฏิรูปภาษีภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า ส่งผลให้ตลาดทุนต่างเริ่มจับตาความเคลื่อนไหวดังกล่าวที่คาดว่าอาจจะรวมไปถึงการปรับลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่ทรัมป์เสนอในครั้งหาเสียง หรือ อาจรวมไปถึงภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Adjustment Tax หรือ BAT)
ความคาดหวังต่อการปฏิรูปภาษี เป็นปัจจัยที่จะคอยผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับตำแหน่ง เพราะการปรับลดภาษีจะช่วยให้ภาคเอกชนมีรายได้เหลือมากขึ้น ขณะที่ภาษี BAT จะช่วยเสริมรายได้ให้กับบริษัทส่งออกของสหรัฐ เนื่องจากภาษีดังกล่าวจะไม่นำรายได้จากการส่งออกมาคิดคำนวณภาษีแต่จะไปหักภาษีจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในสหรัฐแทน
อย่างไรก็ตาม แม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งสองสภาแต่แผนดังกล่าวกลับยากที่จะผ่านออกมาได้ฉลุยอย่างที่คาดหมาย เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างจับตาและออกโรงเตือนเรื่องนโยบายภาษีที่จะส่งผลกระทบต่อการคลังสหรัฐขนานใหญ่ อาจทำให้พรรครีพับลิกันต้องตีแผนกลับไปปรับปรุงใหม่
ในแผนการภาษีของรีพับลิกัน หมายรวมถึง การลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจากระดับสูงสุดที่ 39.6% เหลือ 33% พร้อมลดประเภทจำแนกที่ต้องเสียภาษีลงจาก 7 ช่วง เหลือ3 ช่วง คือ 12% 25% และ 33% ขณะที่ยังลดภาษีนิติบุคคลจากสูงสุด 35% เหลือ 20% พร้อมเสนอการใช้ภาษี BAT เพื่อกระตุ้นให้เอกชนสหรัฐส่งออกมากขึ้นและลดการนำเข้าลง
รายงานของศูนย์นโยบายภาษี (ทีพีซี) ของสถาบันเออร์บัน ร่วมกับสถาบันบรูกกิงส์ องค์กรคลังสมองในสหรัฐ พบว่า แผนการภาษีของรีพับลิกัน จะทำให้สหรัฐต้องสูญรายได้การคลังมากถึงราว 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 108 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2016-2026 และเพิ่มปริมาณหนี้สะสมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อีก 13.5% จากระดับปี 2015 ที่อยู่ที่ 19 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 663 ล้านล้านบาท) หรือราว 105% ต่อจีดีพี
รายได้ที่จะสูญเสียไปดังกล่าวนั้น สัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 มาจากการปฏิรูปภาษีในภาคส่วนธุรกิจ หมายรวมถึง การลดภาษีนิติบุคคลและการใช้ภาษี BAT โดยในอย่างหลังนั้นทีพีซีคาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐต้องสูญรายได้มากถึง 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 73 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า
แผนภาษีของพรรครีพับลิกันจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอีก 10-20 ปีข้างหน้า งบประมาณขาดดุลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐจะกดดันการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในที่สุด หลังหนี้สาธารณะของสหรัฐมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีก 6.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 230 ล้านล้านบาท) ในอีก 20 ปีข้างหน้า
การขาดดุลงบประมาณมหาศาลดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะทำให้พรรครีพับลิกันต้องปรับปรุงแผนการขนานใหญ่ โดย ไคล์ โพเมอร์โล จากองค์กรคลังสมอง แท็กซ์ฟาวด์เดชัน เปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นมันนี ว่า รีพับลิกันสามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ ปรับลดภาษีนิติบุคคลน้อยลงกว่าเดิม โดยอาจอยู่ที่ 28% หรือลดการลดหย่อนภาษีให้น้อยลง และสุดท้ายคือ ปล่อยแผนการดั้งเดิมไว้และปล่อยให้บัญชีติดตัวแดง แม้จะขัดกับจุดยืนของพรรคก็ตาม
ในช่วงที่ผ่านมา รีพับลิกันมีจุดยืนชัดเจนในการพยายามยื้อไม่ให้งบประมาณขาดดุลของสหรัฐติดตัวแดงไปมากกว่าที่เป็น ส่งผลให้พรรครีพับลิกันบางส่วนออกมาคัดค้านแผนปฏิรูปภาษีของพรรคตัวเอง ดังที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากรีพับลิกัน เผชิญความยากลำบากในการโน้มน้าวสมาชิกพรรคด้วยกันต่อแผนปฏิรูปภาษี เช่น ทอม คอทตอน วุฒิสมาชิกจากอาร์คันซอ ที่ค้านไรอันต่อหน้าวุฒิสภา และระบุว่า วุฒิสมาชิกหลายต่อหลายคนกังวลต่อแผนภาษี BAT
ลินด์ซีย์ แกรม วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐเซาท์แคโรไลนา เป็นอีกหนึ่งในผู้ค้านแผนภาษีดังกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นว่า การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเป็นแนวคิดที่ไม่ดีนัก เนื่องจากจะทำให้ราคาสินค้าบริโภคภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นได้
ราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นกระทบทั้งแรงซื้อจากชาวอเมริกันและบรรดาภาคค้าปลีก โดยธุรกิจและสมาคมทางการค้ามากกว่า 100 แห่ง รวมตัวกันเพื่อก่อตั้งโครงการเพื่อสินค้าที่ชาวอเมริกันสามารถซื้อได้ และต่อต้านการใช้ภาษี BAT โดย เบรน ดอดจ์ ที่ปรึกษาโครงการดังกล่าว คาดการณ์ว่า ลูกค้าอาจต้องจ่ายค่าสินค้าแพงขึ้นถึง 20% โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ โอลิเวอร์ เฉิน ที่ปรึกษาค้าปลีกเปิดเผยกับซีเอ็นบีซี ว่า ภาคค้าปลีกอาจต้องสูญรายได้ต่อหุ้นราว 50% หรือมากกว่า หากมีการใช้ภาษีดังกล่าว ซึ่งกดดันให้ผู้ผลิตขึ้นราคาสินค้า
ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาสูง แต่มีสัดส่วนที่นั่งอยู่เพียง 52 ต่อ 48 ที่นั่ง โดย ออร์ริน จี. แฮทช์ วุฒิสมาชิกจากยูทาห์ และประธานคณะกรรมาธิการการเงินของรัฐสภา เปิดเผยว่า หากพรรคเดโมแครต ทั้งหมดไม่สนใจแผนปฏิรูปภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้พรรครีพับลิกันต้องบินเดี่ยวในการผ่านแผน ซึ่งหมายความว่า จะต้องไม่มีใครแปรพักตร์งดออกเสียงเด็ดขาด
วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตทั้งหมดเคยบอยคอตการเข้าร่วมการแถลงนโยบายของ สตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐมาแล้ว โดย แฮทช์ ระบุว่า แม้จะไม่เรียกร้องให้พรรครีพับลิกันล้มเลิกความตั้งใจ แต่ก็ไม่ควรคาดหวังให้สภาสูงสามารถผ่านแผนการปฏิรูปภาษีได้โดยง่าย พร้อมระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะของสหรัฐไม่อาจแก้ไขได้ด้วยพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือประธานาธิบดีเพียงคนเดียว
แผนปฏิรูปภาษีของรีพับลิกันมีแนวโน้มจะทำให้สถานะทางการคลังของสหรัฐต้องเผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้นนอกเหนือจากปริมาณหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น จนต้องขยายเพดานหนี้อยู่เป็นประจำทุกปี ขณะที่การจะผ่านทั้งสองสภาก็ยังคงเป็นไปได้ยากกว่าที่เคยคาดการณ์กันก่อนหน้านี้เช่นกัน







