
โอกาสในวิกฤตแชโบล
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ 2 เรื่องด้วยกัน ที่แม้จะไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่เรียกกันว่า “แชโบล” เหมือนๆ กัน
เหตุการณ์แรกคือ ศาลเกาหลีใต้ได้ประกาศให้ฮันจิน ชิปปิ้ง ล้มละลายอย่างเป็นทางการแล้ว หลังต่อสู้ยืดเยื้อมานานหลายเดือนกับหนี้สินรุงรังกว่า 1.8 แสนล้านบาท โดยที่เจ้าหนี้ไม่ยอมช่วยต่อ และรัฐบาลปฏิเสธที่จะเข้าอุ้ม ปิดตำนาน 40 ปี อดีตชิปปิ้งเบอร์ 1 ของเกาหลีใต้ และเบอร์ 7 ของโลก ฮันจิน ชิปปิ้ง เป็นส่วนหนึ่งในเครือแชโบลของฮันจิน กรุ๊ป ซึ่งรวมถึงกิจการอื่นๆ อาทิ สายการบินโคเรียน แอร์
ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ อัยการพิเศษเกาหลีใต้ได้เข้าจับกุม อีแจยอง รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ วัย 48 ปี ซึ่งเป็นเสมือนประธานบริษัทในเชิงพฤตินัยไปแล้ว แทนที่ประธาน อีกุนฮี บิดาซึ่งป่วยเข้าโรงพยาบาลมาหลายปี และนับเป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกในรอบ 79 ปี ของซัมซุง ที่ถูกจับกุมเนื่องจากพัวพันกับคดีอาญา
ครั้งนี้ อัยการเพิ่มข้อหาปกปิดการกระทำผิดทางอาญา และฝ่าฝืนกฎหมายการถ่ายโอนทรัพย์สินในต่างประเทศ จากข้อหาเดิมคือ ติดสินบน ยักยอกเงิน และให้การเป็นพยานเท็จ ซึ่งอัยการสงสัยว่า เงินที่ซัมซุงบริจาคราว 1,300 ล้านบาท ให้มูลนิธิ 2 แห่งในเยอรมนี ของชเวซุนซิล เพื่อนสนิทประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ เป็นการติดสินบนให้รัฐบาลสนับสนุนการควบรวมธุรกิจภายในของซัมซุงเมื่อปี 2015
คนเกาหลีใต้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาณาจักรซัมซุงมาตั้งแต่เกิด ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ก็ยังมีกิจการตั้งแต่โรงพยาบาล ประกันภัยและชีวิต ไปจนถึงจัดงานศพ คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นภาพหัวเรือใหญ่ของแชโบลอันดับ 1 ในประเทศ จะถูกจับในสภาพที่ถูกใส่กุญแจมือโดยมีผ้าสีดำพันเอาไว้พอไม่ให้ดูน่าตกใจเกินไป และต้องนอนคุกไปแล้ว 2 คืน แม้จะเป็นคุกเดี่ยวแทนที่ห้องขังรวม 6 คนตามปกติสำหรับคนธรรมดาก็ตาม
โชซอน อิลโบ ระบุว่า ระหว่างที่อยู่ในสถานควบคุมตัวสำหรับผู้ต้องหารอการพิจารณาคดีของศาล อีแจยอง ก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องใส่ชุดของเรือนจำ กินอาหารคุกที่ต้องล้างและเก็บถาดเองเมื่อกินเสร็จ และอยู่ในห้องขนาดราว 6.27 ตร.ม. ที่มีแค่หน้าต่าง 1 บาน
นี่คือสิ่งที่ทายาทซัมซุงผู้มีทรัพย์สินกว่า 2 แสนล้านบาท กำลังเผชิญอยู่ เช่นเดียวกับสถานการณ์ของฮันจิน ชิปปิ้ง ที่รัฐไม่อุ้มและปล่อยให้ล้ม ซึ่งคงเป็นไปได้ยากหากไม่ใช่ภาวะปัจจุบันที่เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปแชโบลเริ่มสุกงอมขึ้น หลังจากที่พบปัญหามาหลายปีก่อนหน้านี้ และเมื่อประจวบเหมาะกับคดีปาร์กกึนเฮ จึงยิ่งเปิดช่องให้รัฐจัดการเรื่องการเมืองไปพร้อมกับการทำอะไรสักอย่างกับแชโบล ซึ่งเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนไปพร้อมกัน
ทว่าสิ่งที่จะได้เนื้อได้หนังมากกว่าก็คือ การออกกฎหมายหรือวางระเบียบควบคุมแชโบลอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ซ้ำรอยเดิมอีก ท่ามกลางโอกาสและจังหวะที่หากพลาดไปในครั้งนี้ เกาหลีใต้อาจไม่ได้โอกาสดีๆ อีกเป็นครั้งที่สองก็เป็นได้







