
‘เฟร็กซิต’ คืบเข้าใกล้ พลิกโฉมฝรั่งเศส-อียูร้าว
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
กระแสชาตินิยมในฝรั่งเศสรุนแรงขึ้นจนมีโอกาสที่ “มารีน เลอ เปน” ตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคแนชันนัลฟรอนท์ (เอฟเอ็น) จะสามารถชนะในการเลือกตั้ง โดยกระแสดังกล่าวนอกจากจะได้รับแรงเสริมจาก “เบร็กซิต” และ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” แล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากชาวฝรั่งเศสที่ไม่พอใจผู้อพยพ และเหล่าเกษตรกรที่ดิ้นรนกับการค้าเสรีที่ทำให้สินค้าราคาถูกจากสหภาพยุโรป (อียู) เข้ามา เป็นตัวช่วยจุดไฟอีกด้วย
หาก เลอ เปน ได้รับชัยชนะจริง จะกลายเป็นการพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจฝรั่งเศส ด้วยนโยบายที่พร้อมถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกอียู หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนสกุลเงินเป็นสกุลฟรังก์ใหม่ และจะยิ่งเป็นการสร้างรอยร้าวให้กับความเป็นสหภาพของยุโรปเสริมจากเบร็กซิต
เลอ เปน ให้สัญญาว่า ทันทีที่ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีจะเรียกเจรจากับทางอียูและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เพื่อขอให้ยูโรโซนกลับมาใช้หน่วยเงินตรายุโรป (อีซียู) ซึ่งเป็นระบบตะกร้าค่าเงินดั้งเดิมของยุโรปก่อนเปลี่ยนมาใช้สกุลยูโรในช่วงปี 1998-1999
ระบบดังกล่าวเป็นระบบที่แต่ละประเทศสมาชิกต้องใช้สกุลเงินของตัวเองใส่ลงไปในตะกร้าตามสัดส่วน ดังนั้น จึงหมายความว่า เลอ เปน กำลังเสนอให้แต่ละประเทศเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินใหม่ของตัวเองแทนยูโร และสำหรับฝรั่งเศสนั้น จะมีการเปลี่ยนหนี้รัฐบาลในสกุลยูโรที่ออกภายใต้กฎหมายฝรั่งเศสปัจจุบันราว 80-90% ของทั้งหมด ให้กลายเป็น “สกุลเงินตราฝรั่งเศสใหม่”
พรรคเอฟเอ็น วางแผนจะให้สกุลฟรังก์ฝรั่งเศสใหม่มีค่าเท่ากับ 1 ฟรังก์/1 ยูโร แต่จะให้ค่าเงินสามารถอ่อนค่าลงไปได้มากสุด 20% โดยค่าเงินสกุลใหม่มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงไปเมื่อเทียบกับยูโร เนื่องจากค่าเงินฟรังก์ดั้งเดิมของฝรั่งเศสก่อนเปลี่ยนเป็นยูโรในช่วงสิ้นปี 1998 นั้น อยู่ที่ราว 6.5 ฟรังก์/ยูโร ส่งผลให้ธนาคารกลางฝรั่งเศสจำเป็นต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งเอฟเอ็นวางแผนจะให้รัฐสภาเป็นผู้เข้าดูแลธนาคารกลาง เพื่อให้ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินได้สูงสุด 5% ของปริมาณเงินในระบบ
ปริมาณเงินสดที่ไหลเข้าระบบดังกล่าวจะมากเทียบเท่ากับขนาดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณของอีซีบีที่ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปี โดยเบอร์นาร์ด โมนอท ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของเลอ เปน คาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้กับฝรั่งเศสได้ถึง 3% และเป็นการยุติยุคอัตราเงินเฟ้อต่ำ
นอกจากนี้ หากมองในแง่บวกแล้ว ค่าเงินที่อ่อนลงไปจะกลายเป็นการสนับสนุนการส่งออก พร้อมกับกระตุ้นเศรษฐกิจของฝรั่งเศส รวมถึงการอ่อนค่าเงินของสกุลเงินใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการชำระหนี้ของบรรดาประเทศลูกหนี้เมืองน้ำหอม เช่น กรีซ ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรมีประวัติการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เกิดวิกฤตภายในยุโรป มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น ในขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มจะไม่มั่นใจในสกุลเงินใหม่ของฝรั่งเศสและจำเป็นต้องทิ้งสินทรัพย์ของฝรั่งเศสลงไป โดยแนวโน้มดังกล่าวปรากฏหลักฐานให้เห็นแล้วในปัจจุบัน
ผลสำรวจหลากสำนักพบว่า เลอ เปน จะสามารถทะลุรอบคัดตัวในเดือน เม.ย. เพื่อเข้าไปแข่งในรอบชิงวันที่ 7 พ.ค.นี้ได้ แม้ผลโพลจะแสดงให้เห็นว่า เลอ เปน มีแนวโน้มจะพ่ายในรอบชิง แต่จาก “เบร็กซิต” และ “ทรัมป์” ทำให้นักลงทุนต่างหวั่นเกรงว่าอะไรก็อาจไม่เป็นไปตามผลสำรวจเสมอไป
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งสวนทางจากราคาของหนี้ฝรั่งเศสอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีที่ปรับตัวลดลง และทำให้ความต่างระหว่างผลตอบแทนสองพันธบัตรห่างทำสถิติมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา
“ระบบสองค่าเงินไม่เคยได้ผลดีในอดีต ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นจะยิ่งแข็งค่าขึ้น ในขณะที่ค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะยิ่งถูกใช้ออกไปและเสียมูลค่าลงเลยๆ ส่งผลให้ยากต่อการที่ธนาคารฝรั่งเศสจะยังคงตรึงค่าเงินเอาไว้ได้” เซมี ชาร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ แบงก์ลอมบาร์ด โอดิเออร์ แอนด์ ซี ในกรุงเจนีวา เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
นอกจากนี้ ปัจจุบันฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะทั้งหมด 2.1 ล้านล้านยูโร (ราว 78 ล้านล้านบาท) เท่ากับว่า หากต้องการเปลี่ยนหนี้ 80-90% เป็นสกุลเงินใหม่ฝรั่งเศส ปริมาณหนี้ที่ต้องเปลี่ยนเป็นสกุลเงินใหม่จะสูงถึง 1.7 ล้านล้านยูโร (ราว 63 ล้านล้านบาท)
การเปลี่ยนแปลงสกุลเงินยังทำให้บรรดาสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำ เช่น สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) และมูดี้ส์ ต่างเตือนว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการผิดสัญญากับเจ้าหนี้ของฝรั่งเศส ส่งผลให้หนี้มูลค่า 1.7 ล้านล้านยูโรดังกล่าวต้องกลายเป็นการผิดนัดชำระหนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ค่าเงินที่อ่อนลงไปจะกระทบกับความสามารถชำระหนี้ของฝรั่งเศสและทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของฝรั่งเศสพุ่งสูงขึ้น จากผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นไปหลังนักลงทุนพากันทิ้งสินทรัพย์ฝรั่งเศสดังที่สังเกตได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นไปแล้ว
ฟรองซัวส์ วิลเลอรอย เดอ กัลโล ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนสกุลเงินจะทำให้ฝรั่งเศสใช้เงินสำหรับการกู้ยืมเพิ่ม 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปี หรือเทียบเท่ากับงบประมาณกลาโหม 1 ปีเต็ม
ข้อเสนอของฝรั่งเศสนั้น สอดคล้องกับอิตาลีที่กำลังอยากกลับไปใช้สกุลเงินลีร์ โดยอิตาลีกำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1-2 ปีนี้ หลังนายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี ต้องลาออกจากตำแหน่งไป เหตุพ่ายการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดทางให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาที่ต่อต้านอียูได้ขึ้นมามีอำนาจแทน และทำให้การเปลี่ยนแปลงสกุลเงินหรือการออกจากอียูกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้น
ความเป็นสหภาพของยุโรปจึงกำลังเผชิญกับรอยร้าวขนานใหญ่ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจในภาครวม







