
แก้หนี้พ่วงลงทุนกลุ่มจังหวัด ฟื้นกำลังซื้อรากหญ้า
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมจุดพลุโครงการแก้หนี้นอกระบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ก.พ. 2560 ถือเป็นมาตรการในการเติมกำลังซื้อเข้าไปในระบบฐานราก เพราะการแก้หนี้นอกระบบเท่ากับไปช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายให้นายทุนนอกระบบในอัตราสูงๆ ได้มีเงินเหลือไว้ประกอบอาชีพ และจับจ่ายใช้สอยในเรื่องที่จำเป็นอื่นในชีวิตได้
โมเดลแก้หนี้นอกระบบครั้งนี้ถือว่าน่าจับตา เพราะเริ่มปิดจุดอ่อนที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการครั้งก่อนๆ มากขึ้น และมีการทำงานแบบบูรณาการทั้งฟากการเงินที่ปล่อยกู้จากทุกภาคส่วน และฟากกฎหมาย ที่กระทรวงยุติธรรมได้ผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ได้สำเร็จ ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเจ้าหนี้นอกระบบที่ยังฝ่าฝืนคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 15% หากเกินกว่านี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ
ด้านแหล่งเงินในการปล่อยกู้แก้หนี้นอกระบบ ทางกระทรวงการคลัง ได้ประสานให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐรายใหญ่ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งฝ่ายแก้หนี้นอกระบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อเก็บฐานข้อมูลลูกหนี้
สำหรับวงเงินปล่อยกู้เตรียมไว้แห่งละ 5,000 ล้านบาท รวม 1 หมื่นล้านบาท ใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ไม่เกิน 1% ต่อเดือน โดยทั้งสองธนาคารมีเงื่อนไขว่า ลูกหนี้นอกระบบที่ต้องการกู้เงินไปแก้หนี้จะต้องยอมเข้าโครงการอบรมเพื่อฟื้นฟูอาชีพและอบรมเรื่องวินัยทางการเงินใหม่
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังสนับสนุนให้เกิดนาโนไฟแนนซ์ เน้นปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการทุนไปใช้หมุนเวียนในการทำการค้า ให้กู้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย ดอกเบี้ยไม่เกิน 36%
ที่ผ่านมา นาโนไฟแนนซ์ เปิดตัวมาก่อนเกือบ 2 ปี มีบริษัทเปิดให้บริการแล้ว 23 ราย มีสาขารวมกันมากกว่า 1,700 สาขา มียอดปล่อยกู้รวมกันกว่า 2,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนมีผู้ที่ได้รับสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์แล้ว 1 แสนราย ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลมีอยู่ 20 ล้านบาท หรือไม่ถึง 1% ของยอดสินเชื่อรวม จึงถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจ และน่าจะเดินมาถูกทาง เพราะยังมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตแล้วรอการเปิดตัวอีก 4 รายในปีนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาเปิดให้บริการในตลาด น่าจะทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจุบันที่มียอดปล่อยกู้ 2-3 หมื่นบาท/ราย และมียอดปล่อยกู้ทั้งระบบรวมกันราว 200 ล้านบาท/เดือนได้
พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลัง เตรียมเปิดตัว พิโกไฟแนนซ์ อย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ก.พ.นี้ วัตถุประสงค์คือ การปล่อยกู้ฉุกเฉินให้ไปจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ได้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ล่าสุดมีนิติบุคคลมาสมัครพิโกไฟแนนซ์แล้ว 30-40 รายทั่วประเทศ มีทั้งบริษัทลิสซิ่ง ร้านทอง เจ้าหนี้นอกระบบที่กลับใจอยากปล่อยกู้ในระบบ มีเงื่อนไขห้ามปล่อยกู้ข้ามเขต เพราะต้องการให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้คัดกรองพฤติกรรมของลูกหนี้ในพื้นที่ของตัวเองว่าเป็นบุคคลที่สมควรจะได้เงินกู้หรือไม่ ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ช่วยให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายมากขึ้น
ขณะที่ กองทุนหมู่บ้าน ยังเตรียมเปิดตัวโมเดลแก้หนี้นอกระบบภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยรูปแบบจะให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่เป็นหนี้นอกระบบ สามารถโอนหนี้เข้ามาในกองทุนหมู่บ้านและให้กองทุนหมู่บ้านชำระหนี้แทนสมาชิก โดยให้อัยการมาช่วยเรื่องการคัดกรองลูกหนี้ร่วมกับกองทุนหมู่บ้าน ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับวงเงินที่ปล่อยกู้จะใช้วงเงินจากโครงการเพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองรับเงินทุนจากธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.ที่ยังเหลือวงเงินการปล่อยกู้จากปีก่อนอีกราว 2 หมื่นล้านบาท คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 5% และให้กองทุนหมู่บ้านไปปล่อยกู้สมาชิกต่อในอัตราดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน และมีเงื่อนไขว่า สมาชิกจะต้องเข้าอบรมอาชีพ ต้องมีสินค้าเกิดขึ้นเพื่อนำไปขายในช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าประชารัฐที่มีอยู่กว่า 1.9 หมื่นแห่ง และตลาดประชารัฐอีกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกหนี้มีรายได้ในการชำระหนี้คืนกองทุนหมู่บ้านฯ ส่วนกองทุนหมู่บ้านฯ ก็ต้องเข้าอบรมเรื่องกระบวนการทำร้านค้า เพื่อบริหารจัดการสินค้าที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ในด้านของฐานข้อมูล รัฐบาลได้เปิดรับลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย พบว่าจำนวนกว่า 8.3 ล้านคน ในจำนวนนี้แจ้งว่า มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบอยู่กว่า 1.3 ล้านราย ซึ่งกระทรวงการคลังรู้ข้อมูลลูกหนี้ทั้งหมดว่าอาศัยอยู่ที่ไหน ประกอบอาชีพอะไร รายได้เท่าไร ขณะที่ กระทรวงยุติธรรม ได้เข้าสำรวจข้อมูลรายชื่อเจ้าหนี้นอกระบบและรายงานให้กระทรวงการคลังรับทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง มั่นใจว่า การแก้หนี้นอกระบบครั้งนี้จะสำเร็จเป็นรูปธรรมเกือบ 100% หรืออย่างน้อยจะต้องมีลูกหนี้ที่เข้าสู่ระบบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านราย ภายในปี 2560 นี้
จะเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการกระจายเม็ดเงินออกไปทั่วประเทศ ผ่านการเติมกำลังซื้อให้ประชาชนในโครงการแก้หนี้นอกระบบ ที่เข้ามาช่วยลดภาระหนี้ และการเติมเม็ดเงินลงทุนใหม่เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้เพิ่มให้กับคนในต่างจังหวัดผ่านโครงการลงทุนในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลออกแพ็กเกจประชารัฐสร้างไทยขึ้นมาด้วยการลงทุนระดับจังหวัดกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นบิ๊กแบงตัวหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ตามศักยภาพไม่น้อยกว่า 4% จากเดิมคาดว่าจะโตได้ 3.4% ถือว่า สวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว
ขณะนี้ 18 กลุ่มจังหวัดได้นำเสนอแผนการพัฒนาท้องถิ่นมาแล้ว 1,000 โครงการ ใน 4 กลุ่ม ได้แก่ โครงการกลุ่มเกษตร กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการค้า การลงทุน และกลุ่มด้านโลจิสติกส์ คาดจะเริ่มนำสู่การปฏิบัติได้ในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งการจัดสรรงบให้ 18 กลุ่มจังหวัดเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดพึ่งพาการส่งออก 70% เป็น 60% และเพิ่มการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศจาก 30% เป็น 40%
การเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศให้ลดการพึ่งพิงการส่งออก และหันมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานรากให้กลับมาคืนมาโดยทำทั้งด้านลดรายจ่าย คือ การแก้หนี้นอกระบบ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และการเพิ่มรายได้ โดยการอัดเงิน 1 แสนล้านบาท เข้าไปลงทุนในกลุ่มจังหวัดที่จะคัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพ ดูมีแนวโน้มที่ดีและมีโอกาสที่การบริโภคในปีนี้จะกลับมาเป็นเสาหลักเศรษฐกิจได้ ไม่มากก็น้อย







