
แห่ชมหุบกะพงปีละแปดหมื่นคน
โครงการหุบกะพงเนื้อหอมคนแห่มาดูเพียบ เช่น วันที่ 9 ก.พ. 2560 มีผู้ขอเข้าชมโครงการมากถึง 12 คณะ
โดย...ส.สต
โครงการหุบกะพงเนื้อหอมคนแห่มาดูเพียบ เช่น วันที่ 9 ก.พ. 2560 มีผู้ขอเข้าชมโครงการมากถึง 12 คณะ เกินโควตาที่จะรับเพียงวันละ 6 คณะเท่านั้น ตลอดทั้งปี เช่น ปีก่อนๆ มีผู้เข้าชมประมาณ 8 หมื่นคน
โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง นับเป็นโครงการต้นแบบเพื่อการจัดสรรที่ดินที่มีคุณภาพต่ำ ให้สามารถทำเกษตรกรรมได้อย่างเหมาะสม และสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแบบอย่างในการจัดสรรที่ดินทำเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยในสภาพดินที่แห้งแล้ง ตั้งอยู่ที่ ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
การที่มีคณะเข้าชมมาก วันที่คณะสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ไปชมเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2560 นั้น ต้องคอยหน้าหอประชุมอาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ครองราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นเวลานาน เพราะคณะที่มาก่อนหน้ายังฟังบรรยายเต็มห้อง ขณะที่รอคอยนั้นผู้เขียนเห็นโฉนดที่ดิน ที่มีพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รวม 3 หน้าโฉนด รวมพื้นที่ 12,079 ไร่ ตั้งแสดงให้ประชาชนชื่นชมพระมหากรุณาธิคุณด้วย
โฉนดที่ดินดังกล่าว ทรงจับจองที่ดินและปฏิบัติตามกฎหมายป่าไม้ และที่ดินทุกประการ ลงวันที่ 14 ต.ค. 2514 หลังจากนั้นพระราชทานให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดังสำเนาหนังสือ สำนักราชเลขาธิการ ลงวันที่ 23 ม.ค. 2524 เรื่องการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตมอบอำนาจในการจัดที่ดิน ถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ใจความโดยสรุปว่า พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตมอบอำนาจการจัดที่ดินทั้ง 3 โฉนด ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์กับสหกรณ์หุบกะพง ร่วมกันใช้อำนาจในที่ดินทั้ง 3 โฉนด กล่าวคือการใช้อำนาจที่พระราชทานมานี้ ต้องร่วมกันใช้จึงจะดำเนินการได้ ทั้งนี้เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้โดยแท้จริง ลงนาม ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการ
เมื่อเข้าฟังบรรยายในห้องประชุมผู้บรรยายว่า โครงการหุบกะพงนี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐานด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชประสงค์ที่พระองค์ประสงค์จะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อเกษตรกร เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับกลุ่มเกษตรกร จำนวน 83 ครัวเรือน ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กู้ยืมไปลงทุน
พ.ศ. 2509 ประเทศไทยและอิสราเอลได้ร่วมมือกันระหว่างประเทศ จัดทำ “โครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุบกะพง)” ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 2509-18 ส.ค. 2514
ปัจจุบันโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง แบ่งเป็นสถานีๆ เช่น สถานีปลูกดอกไม้ฝรั่งเป็นพืชเศรษฐกิจทำรายได้ดีปลูก 1 ครั้ง เก็บเกี่ยวได้ 10 ปี ผลผลิต 20 กก./ไร่ เก็บได้ทุกวัน สิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับดอกไม้ฝรั่ง คือ เมล็ดพันธ์ุ 1 กระป๋อง หนัก 4 ขีด ราคากระป๋องละ 4.8 หมื่นบาท ปลูกได้หลายสิบไร่ นอกจากนั้นมีโครงการโคขุน โครงการทำอาชีพ เช่น ทำยาสระผมและอื่นๆ เป็นผลงานของแม่บ้านที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ โครงการศิลปาชีพทำผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ที่ทำได้ทั้งกระเป๋าถือ หมวก เข็มขัด และของใช้อื่นๆ ข้อเสียของป่านศรนารายณ์คือใช้ทนเกินไป (ผู้บรรยายว่าให้ฟัง)
ปัจจุบันโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง มีสมาชิกสหกรณ์ 700 กว่าครัวเรือน หรือประมาณ 3,000 กว่าคน
ขอบคุณกลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ที่นำชมโครงการที่มีคุณค่ายิ่ง







