posttoday
เติบโต : ตื่นได้แล้ว ตื่นๆ

เติบโต : ตื่นได้แล้ว ตื่นๆ

19 กุมภาพันธ์ 2560

ผู้เขียนจำได้ว่า หลังการผ่าตัดขณะที่หลับใหล ความหลับใหลราวกับถูกเขย่าให้สลายตัวไป

โดย...ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธิกา http//:www.budnet.org

ผู้เขียนจำได้ว่า หลังการผ่าตัดขณะที่หลับใหล ความหลับใหลราวกับถูกเขย่าให้สลายตัวไป หูเริ่มรับรู้เสียงร้องเรียกให้ตื่นขึ้น สมอง ระบบประสาทเริ่มเปิดการทำงาน ตาค่อยๆ เริ่มลืมขึ้น ชั่วขณะที่ตื่นขึ้น ความรู้สึกภายในรับรู้ได้ถึงช่วงเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตราวกับหายไป การหลับใหลด้วยฤทธิ์ยาสลบนานแค่ไหน ผู้เขียนตอบไม่ได้ แต่ความรู้สึกที่จำได้แม่นยำคือ ช่วงเวลานั้นหายไป ฉากชีวิตที่มองเห็นช่วงหลับใหลมีแต่สีดำ

ภาวะหลับใหลเป็นภาวะปกติที่เราทุกคนคุ้นเคยอย่างดี เราเข้านอนทุกคืนและตื่นในยามเช้าทุกวัน แต่สิ่งที่สำคัญกับชีวิตมากกว่าการหลับใหลทางร่างกายคือ การหลับใหลทางสติปัญญา สติสัมปชัญญะ ภาวะหลับใหลนี้เกิดขึ้นแม้ขณะที่เราลืมตาใช้ชีวิต ดำเนินชีวิต แต่แท้จริงภาวะภายในของเราอาจกำลังหลับใหลอยู่ หลับใหลจากความรู้สึกตัว หลับใหลจากความรู้ ความเข้าใจในชีวิต เรื่องราวรอบตัว

หากทบทวน เฝ้าสังเกตชีวิต ท่าทีของผู้คนมากมาย เราอาจพบตัวอย่างมากมาย หลายคนมีปัญหากับสัมพันธภาพที่มีต่อคนรอบข้าง เครียด ทุกข์ใจกับสภาพกดดันทางเศรษฐกิจ อาชีพการงาน เหนื่อยใจกับพฤติกรรมของคนรอบข้าง ฯลฯ

สมชายมักเรียกร้องให้คนอื่นทำตามกฎระเบียบ เมื่อใดที่สมชายพบเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องในสายตาของตน สมชายก็จะใช้ท่าทีบ่นว่า ตำหนิ กล่าวโทษ สมชายมองว่าตนเองกระทำด้วยความปรารถนาดี แต่สมชายไม่รู้ตัวว่าผลกระทบเกิดขึ้นคือ คนอื่นพากันถอนตัว หลีกห่างจากสมชายเมื่อต้องทำงานเป็นกลุ่ม หรือทีมงานร่วมกับสมชาย สมชายมองว่าเป็นเพราะความบกพร่องไม่พร้อมของคนอื่น

สมศรีกับสามีรักและใส่ใจลูกมาก โดยไม่รู้ตัวทั้งสองมักปกป้องลูกจากความยากลำบาก และอำนวยความสะดวก โดยไม่เท่าทันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ แม้ลูกชายจะเติบโตจนบรรลุนิติภาวะ แต่ความคุ้นเคยที่หล่อหลอมมา ลูกชายของสมศรีกลายเป็นคนที่มีความอดทน และรับผิดชอบน้อย มักเลือกงานและเกี่ยงความยากลำบาก

สมควรทำงานหนักมาตลอด มีความสุขกับหน้าที่การงาน และอำนาจจากสถานภาพ บทบาทหน้าที่ แต่สมควรกำลังเครียด และพบความยากลำบากกับการปรับตัวในช่วงวัยเกษียณ ว่าจะทำอะไร อย่างไรดีกับช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ สมควรไม่ได้เตรียมตัวเลยกับชีวิตขาลง ฯลฯ

ในฐานะผู้เขียนทำงานด้านการฝึกอบรม การพูดคุยด้านการเรียนรู้ เข้าใจตนเอง สิ่งที่พบคือ ผู้คนจำนวนมากเติบโตกับการเรียนรู้เพื่อความสำเร็จด้านอาชีพการงาน พ้นจากเรื่องนี้พวกเขาก็ไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลายคนหลับใหลกับเรื่องของชีวิต ความสัมพันธ์ ทุกข์ใจกับความขัดแย้ง ความผิดหวังต่างๆ รวมถึงเครียดกับการใช้ชีวิต การงาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่จะต้องตื่นจากการหลับใหล ด้วยการเรียนรู้เพื่อเข้าใจชีวิต เข้าใจโลกภายใน และเข้าใจความเป็นไปของชีวิต

เริ่มต้นด้วย 1) การรู้จักตน คือ การรับรู้ถึงตนเองในฐานะบุคคลที่มีชีวิต จิตใจ เป็นเจ้าของชีวิต ซึ่งหมายความถึงเราเป็นผู้กำกับชีวิตได้ การกำกับ คือ เราสามารถรู้จัก เท่าทันความคิดนึกต่างๆ อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ แรงผลักดันต่างๆ ที่ขับเคลื่อนในตัวเรา ความตระหนักรู้ คือ พันธกิจที่เรามีหน้าที่เสริมสร้างให้ตนเอง และถึงที่สุดของการรู้จักตน คือ การรู้ถึงคำตอบที่มีกับคำถามจากส่วนลึกในตัวเราว่า เราคือใคร อันเนื่องจากการมีความหยั่งรู้ภายในในรากฐานความเป็นตัวเรา

2) การรู้จักคนอื่น ในความหมายของการเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่มีความปรารถนาไม่แตกต่างจากเรา มีโลกภายในที่มีความต้องการไม่แตกต่างจากเรา รวมถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งแต่ละคนต่างมีสิ่งเหล่านี้และต้องการความเคารพ การให้คุณค่า เช่นเดียวกับที่เราก็ต้องการ

3) การรู้บริบท รู้ธรรมชาติ ความเป็นไปของทุกชีวิตต่างมีบริบท ธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ ฤดูกาลที่หมุนเวียนของชีวิตในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ทารกจนเข้าสู่วัยชรา แต่ละช่วงของวัฏจักรชีวิตมีธรรมชาติ ความต้องการและพันธกิจการงานเฉพาะตัว มีเรื่องของวัฒนธรรม สังคม ประเทศ ระบบการเมือง เศรษฐกิจ สถานภาพ บทบาทหน้าที่เป็นสภาพแวดล้อม เป็นเงื่อนไข องค์ประกอบที่กำกับโอกาสและข้อจำกัดให้กับชีวิต 

4) การรู้ตัว รู้ปัจจุบัน คือ ถือเป็นสิ่งสำคัญของเคล็ดลับการมีความสุข บ่อยครั้งเราทุกคนทุกข์ใจกับความวิตกกังวล เครียดกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ผิดหวัง เจ็บปวดกับเรื่องราวอดีตที่ผ่านมา จนหลงลืมภาวะปัจจุบัน หลงลืมชีวิต ณ ปัจจุบันที่นี่และเดี๋ยวนี้ การรู้ตัว รู้ปัจจุบันคือ การมีสติ ระลึกรู้ในตนเอง ช่วยเชื่อมโยงให้เราอยู่กับสติปัญญา มีสัมปชัญญะเป็นตัวกำกับชีวิตให้กระทำภายใต้ความตระหนักรู้ต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อบริบท ธรรมชาติชีวิต

ปราศจากการรู้ใน 4 เรื่อง ชีวิตก็มีความเสี่ยงที่จะอยู่ในวังวนความทุกข์ ไม่สามารถออกจากวงจรความทุกข์ แล้วพฤติกรรมอาการที่สะท้อนออกมากลายเป็นปัญหาอื่นตามมา เช่น การใช้ยาเสพติด การติดเหล้า การออกนอกบ้าน มั่วสุม มีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว รวมไปถึงการป่วยด้วยโรคเครียดซึมเศร้า ดังนั้นเราจึงพบว่า เรามีปัญหามากมายทั้งปัญหาที่เป็นผลกระทบ ปัญหาที่แสดงถึงอาการของการเจ็บป่วยทางจิตใจ และปัญหาที่เป็นปัญหาแท้จริง

หนทางของการเรียนรู้ภาวะการรู้ทั้ง 4 ลักษณะอาจเริ่มด้วยเราใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เราอาจใช้หลักธรรมะ หนังสือจิตวิทยา ปรัชญา แนวทางดำเนินชีวิตเพื่อช่วยให้เราคลี่คลายปัญหา ความทุกข์ใจ เมื่อเราเจ็บป่วยทางกาย เราทุกคนคุ้นเคยกับการพบแพทย์ การไปรักษาพยาบาล การเจ็บป่วยทางจิตใจ ก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ นอกเหนือจากพระ หรือหมอดู เราอาจต้องการแนวทาง กระบวนการ ทักษะของผู้ทำงานด้านนี้ พร้อมกับหลักสำคัญคือ การเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือดูแลตนเองได้ แต่เมื่อยังขาดความสามารถ เราทุกคนก็ต้องเรียนรู้ขอความช่วยเหลือ เพื่อก้าวเดินด้วยตนเองได้ต่อไป

ความทุกข์ใจ ปัญหา บาดแผลชีวิต ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร คุณูปการสำคัญคือ เราเติบโตกลายเป็นคนใหม่ที่รู้จักตนเอง รู้จักคนอื่น บริบท ธรรมชาติได้ เนื่องด้วยบทเรียนชีวิตของความทุกข์ที่ผ่านมาสั่งสอนจนกว่าเราจะตื่น และดำเนินชีวิตด้วยความตื่น ไม่เช่นนั้นชีวิตจะลงโทษ กัดข่วนจนกว่าเราจะตื่น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท