
เส้นทางของเอสเอ็มอี สู่การหาพันธมิตรระดับโลก
“สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป” เริ่มต้นธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) ให้แก่แบรนด์ต่างๆ
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
“สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป” เริ่มต้นธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) ให้แก่แบรนด์ต่างๆ ต่อมาเมื่อเกิดจุดเปลี่ยนในธุรกิจ แต่ผู้บริหารสามารถก้าวข้ามอุปสรรค พัฒนาธุรกิจสู่การสร้างแบรนด์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของประเทศ และปัจจุบันได้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของเอเชีย “ติ่งชิน กรุ๊ป” เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจแล้ว
“พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ได้ก่อตั้งธุรกิจมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และมีผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ 3 คน ที่ใช้เงินลงทุนส่วนตัวมาร่วมลงทุน โดยในช่วงแรกได้เริ่มจากการผลิตสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไลฟ์สไตล์ให้แบรนด์ต่างๆ คิดเป็นสัดส่วนการผลิตให้แก่แบรนด์อื่นๆ (โออีเอ็ม) ประมาณ 97% และอีก 3% เป็นสินค้าของบริษัทเอง
ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ มีผลให้สินค้าที่ผลิตส่งห้างค้าปลีกถูกขอยกเลิกคำสั่งผลิตสินค้า (ออร์เดอร์) เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ กระทบต่อบริษัทอย่างมากจากสต๊อกสินค้าที่มีจำนวนมาก กลายเป็นต้นทุนของบริษัททันที ต้องหาทางแก้ปัญหา และไม่ใช้แนวทางการปลดคนงาน โดยทางออกครั้งนี้บริษัทต้องหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง
บริษัทได้กลับมาสำรวจองค์กรใหม่อีกครั้ง ประเมินตลาด และหาทางสร้างแบรนด์ ที่มีคู่แข่งน้อยราย ทำให้ตัดสินใจที่จะมุ่งพัฒนาสินค้า โดยใช้ดีไซน์และนวัตกรรมนำหน้า หาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ส่งผลให้สินค้ามีความแตกต่าง และมุ่งสร้างคุณภาพ ทั้งนี้การไม่ยอมแพ้และปรับวิกฤตสู่โอกาสใหม่นี้ ทำให้สร้างแบรนด์สินค้าสู่ตลาด ทั้งแอนิเทค (Anitech) โนบิ (Nobi) โมโนเวทีฟ (Monovativ) และเพนทากอนซ์ (Pentagonz) เป็นต้น
อีกทั้งผลจากการปรับธุรกิจใหม่ บริษัทกลับมาขยายธุรกิจได้อีกครั้ง มีตลาดและลูกค้าเพิ่มขึ้น อีกสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากคือ การสร้างทีมงานพัฒนาและวิจัยสินค้า (อาร์แอนด์ดี) ภายในองค์กร รวมถึงมีการการันตีสินค้าด้วยการรับประกันคุณภาพสินค้า แตกต่างจากแบรนด์สินค้าไอทีอื่นในตลาด ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น และได้มุ่งการกำหนดเป้าหมายองค์กรระยะยาว
“พิชเยนทร์” กล่าวต่อว่า การทำธุรกิจของบริษัทที่เริ่มจากเอสเอ็มอีขนาดเล็ก แต่ตนเองมุ่งทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส และทำบัญชีเดียวมาตลอด ทุกอย่างตรวจสอบได้ทั้งหมด และอยากให้เอสเอ็มอีทุกรายปรับองค์กรใหม่ หันมาทำบัญชีเดียว จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่องค์กร และทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นไว้วางใจ โดยปัจจุบันองค์กรเติบโตต่อเนื่องและมีการผลิตสินค้าจำนวน 1.5 ล้านชิ้นต่อปี รวมถึงได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย
“ผมทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ทำธุรกิจด้วยบัญชีเดียวมาตลอด พร้อมกับสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจด้วยนวัตกรรม ดีไซน์ เทคโนโลยี คุณภาพ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง” พิชเยนทร์ กล่าว
ผลจากการที่บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาองค์กร รวมถึงการที่ตนเองชื่นชอบการเรียนรู้ ศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจ ทำให้ได้เรียนรู้ใหม่ต่อเนื่อง และมีคนแนะนำให้รู้จักกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่เป็น “บริษัท ติ่งชิน กรุ๊ป” (Ting hsin) บริษัทขนาดใหญ่อันดับ 5 ของประเทศไต้หวัน ทำธุรกิจหลากหลายทั้งผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ติ่งชินทำธุรกิจจักรยาน อาหาร และโทรศัพท์มือถือ ถือว่าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเป็นบริษัทระดับโลก
การได้หารือกับพันธมิตรและใช้ระยะเวลาไม่นาน ก็สามารถตกลงร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้ เพราะสององค์กรมีแนวทาง เป้าหมาย และแนวคิดการทำธุรกิจที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กันและกันได้เป็นอย่างดี
“การได้พันธมิตรทางธุรกิจ เราไม่ได้ต้องการในเรื่องเงินทุน แต่อยากได้พันธมิตรที่ช่วยผลักดันให้องค์กรเติบโตในระยะยาว มีความแข็งแกร่งและมีมุมมองเหมือนกัน โดยบริษัท ติ่งชิน กรุ๊ป มีผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงาน ซึ่งมีมุมมองสอดคล้องกัน” พิชเยนทร์ กล่าว
“พิชเยนทร์” กล่าวต่อว่า การที่เอสเอ็มอีจะได้พันธมิตรระดับโลกมาร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้นั้น องค์ประกอบสำคัญมีทั้ง 1.ผู้นำขององค์กรต้องมุ่งผลักดันให้องค์กรเติบโตและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เปรียบเสมือนเป็นผู้ขับเครื่องบิน จะให้เครื่องบินจอดอยู่นิ่งไม่ได้ มีหน้าที่ทำให้เครื่องบินลำนี้ทะยานออกไปและมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง
ต่อมาคือ 2.การที่ออกเดินทางไปหลากหลายที่และเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อไปศึกษาตลาดหาโอกาสใหม่ ซึ่งการเดินทางจะช่วยเปิดแนวทาง แนวคิด รู้จักลูกค้า คู่ค้าใหม่ได้มากมาย การไปศึกษาตลาดในโลกยังได้เรียนรู้ทั้งเรื่องอาร์แอนด์ดีใหม่ในโลก สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจ หรือสามารถใช้รูปแบบก๊อบปี้แอนด์ดีเวลลอป พัฒนาใหม่ในแนวทางของบริษัทเองได้
3.การมุ่งพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง เห็นได้จากบริษัทได้จัดงบอบรมและพัฒนาบุคลากร (เทรนนิ่ง) อย่างไม่จำกัด และส่งเสริมพนักงานไปศึกษาในระดับต่างๆ เพิ่มเติม ส่วนการประเมินพนักงานใช้ระบบโอเคอาร์ (OKR) ที่ประเมินจากความสามารถเพื่อผลักดันพนักงานที่มีความสามารถมีตำแหน่งงานก้าวหน้าขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่องค์กรระดับโลกได้นำมาใช้ประเมินพนักงาน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันพนักงานองค์กรมีประมาณ 80 คน และอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งพนักงานทุกคนเหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และพร้อมทำงานไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน
“ตนเองเป็นผู้นำขององค์กร ที่ไม่มีวันหยุดเรียนรู้ใหม่ต่อเนื่อง ในขณะนี้ได้ไปลงเรียนหลักสูตรด้านการบริการของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพิ่มเติมที่เปิดสอนทางออนไลน์ เพื่อให้ได้รับแนวคิดใหม่เพิ่มขึ้น เชื่อว่าจะช่วยผลักดันองค์กรได้อย่างดี” พิชเยนทร์ กล่าว
บริษัทวางเป้าหมายระยะยาวขององค์กรไว้ จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต่อไปจะผลักดันให้องค์กรก้าวสู่บริษัทที่ติดอันดับ 1 ใน 100 ของตลาดหุ้น รวมทั้งจะขยายกลุ่มสินค้าใหม่ที่เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไลฟ์สไตล์ เพื่อผลักดันบริษัทสู่ผู้นำในอาเซียน และในอนาคตจะสร้างบริษัทสู่ระดับโลก (โกลบอลแบรนด์) ให้ได้
“ผมวางเป้าหมายทางธุรกิจไว้ เพื่อเป็นความท้าทายและผลักดันให้องค์กรก้าวไปถึงจุดนั้นให้ได้ ซึ่งความท้าทายเป้าหมาย เป็นแรงกระตุ้นผลักดันองค์กรไปต่อ อยากให้ทุกคนมีความศรัทธาในสิ่งที่ทำ พร้อมเลือกไอดอลนักธุรกิจที่ดี เพื่อนำวิธีการทำงานมาปรับใช้ในองค์กร” พิชเยนทร์ กล่าว
พิชเยนทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้เอสเอ็มอีทุกรายที่ทำธุรกิจเป็นผู้รับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) เพียงอย่างเดียว จะต้องเตรียมแผนรองรับไว้หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของคู่ค้า ไม่ได้เลือกสั่งซื้อสินค้าของแบรนด์ องค์กรจะหาทางออกให้ธุรกิจอย่างไร เหมือนที่ตนประสบมา แต่หาทางออกให้แก่ธุรกิจได้
ดังนั้น การสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง การมีนวัตกรรมที่เป็นอาวุธลับของธุรกิจสุดแข็งแกร่ง เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ จะยิ่งมีความสำคัญกับเอสเอ็มอีไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน







