
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (8)
แล้วอยู่มาวันหนึ่งทรงระลึกถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งไฟไหม้เมื่อปี 2344 แล้วทรงสถาปนาใหม่แต่การยังค้างอยู่
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
แล้วอยู่มาวันหนึ่งทรงระลึกถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งไฟไหม้เมื่อปี 2344 แล้วทรงสถาปนาใหม่แต่การยังค้างอยู่ จึงดำรัสให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงเสลี่ยงเสด็จออกมายังวัดพระศรีสรรเพชญ์ ว่าจะทรงนมัสการลาพระพุทธรูป
ครั้นเสด็จถึงหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ดำรัสเรียกพระแสงว่า จะจบพระหัตถ์อุทิศถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อให้ทำราวเทียน ครั้นพนักงานถวายพระแสงเข้าไป ทรงเรียกเทียนมาจุดเรียบเรียงติดเข้าที่พระแสงแล้วทรงบูชาอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนั้นพออาการพระโรคเกิดทุกขเวทนาเสียดแทงขึ้นเป็นสาหัส ก็ทรงหุนหันจะเอาพระแสงแทงพระองค์ถวายพระชนม์ชีพเป็นพุทธบูชา พระองค์เจ้าชายลำดวนลูกเธอองค์ใหญ่ที่ตามเสด็จไปด้วย เข้าแย่งพระแสงไปเสียจากพระหัตถ์ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงโทมนัสทอดพระองค์ลงทรงพระกันแสงแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนต่างๆ ในที่สุดเจ้านายและข้าราชการที่ไปตามเสด็จต้องช่วยกันปล้ำปลุกเชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงกลับคืนเข้าพระราชวังบวรฯ
ต่อมาอีกวันหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯ มีรับสั่งว่า พระราชมนเทียรสถานได้ทรงสร้างไว้ใหญ่โต เป็นของประณีตบรรจง ประชวรมาช้านานไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นให้รอบคอบ จะใคร่ทอดพระเนตรให้สบายพระราชหฤทัย จึงโปรดให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงบรรทมพิงพระเขนย เชิญเสด็จไปรอบพระราชมนเทียร กระแสรับสั่งของกรมพระราชวังบวรฯ เมื่อเสด็จประพาสพระราชมนเทียรครั้งนี้เล่ากันมาเป็นหลายอย่าง บางคนเล่าว่ากรมพระราชวังบวรฯ ทรงบ่นว่า “ของนี้กูอุตส่าห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด ต่อไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น” เล่ากันแต่สังเขปเท่านี้ก็มี เล่ากันอีกอย่างหนึ่งยิ่งไปกว่านี้ว่า กรมพระราชวังบวรฯ ตรัสบ่นว่า “ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข” แล้วก็ทรงแช่งสาปสาบานไปต่างๆ ตามพระหฤทัยที่โทมนัส เล่ากันอย่างหลังนี้โดยมาก โดยจะกล่าวกันสั้นๆ ว่า “ทั้งของใหญ่ของดีที่กูสร้างทุกๆ อย่างเป็นแรงกูสร้างสม แม้วันใดลูกกูผู้ทรงกรมมิได้ชมให้ล่มจมสมคำกู”
ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า กรมพระราชวังบวรฯ ประชวรครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จฯ ขึ้นไปเยี่ยมประชวร เมื่อแรกเสด็จฯ กลับมาจากเมืองเถินครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อทรงทราบว่าพระอาการหนัก จะเสด็จฯ ขึ้นไปช่วยรักษาพยาบาล ครั้งหลังนี้พวกข้าราชการวังหลวงจะขึ้นไปตั้งกองรักษาพระองค์ พวกข้าราชการวังหน้ามากีดกันห้ามปราม ไม่ยอมให้พวกข้าราชการวังหลวงเข้าไปตั้งกองล้อมวงลงได้ เจ้าพระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายกต้องเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อยังเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จขึ้นไปเป็นประธานจัดการตั้งกองล้อมวง เจ้าพระยารัตนาพิพิธ พระยายมราชเดินตามเสด็จฯ ไปสองข้างพระเสลี่ยง พวกวังหน้ายำเกรงพระบารมีจึงยอมให้ตั้งกองล้อมวง ด้วยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรเป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์ใหญ่ที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสนิทเสน่หาและเกรงพระทัยมาก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จฯ ขึ้นไปถึงพระราชวังบวรฯ ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระอนุชาธิราชประชวรมาก ก็ทรงพระอาลัย และทรงพระกันแสงรำพันต่างๆ พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรเฝ้าอยู่ในที่นั้นได้ทรงพรรณนาไว้ในกลอนเรื่อง นิพพานวังหน้า เป็นที่น่าจับใจจึงขอคัดมาลงไว้ดังนี้
“พระบิตุลาปรีชาเฉลียวแหลม
ขยายแย้มสั่งให้ห้อยมณฑาหอม
พระโองการร่ำว่านิจาจอม
ถนอมขวัญตรัสโอ้พระอนุชา
ว่าพ่อผู้กู้ภพทั้งเมืองพึ่ง
จงข้ามถึงพ้นโอฆสงสาร์
ดำรงจิตต์คิดทางพระอนัตตา
อนาคตนำสัตว์เสวยรมย์
ครั้นทรงสดับโอวาทประสาทสอน
ค่อยเผยผ่อนเคลื่อนคล้องอารมณ์สม
แต่หนักหน่วงห่วงหลังยังเกรงกรม
ประนมหัตถ์ร่ำว่าฝ่าลออง
บุญน้อยมิได้รองยุคลคืน
ยิ่งทรงสอื้นโศกสั่งกันทั้งสอง
จึงทูลฝากพระนิเวศน์ที่เคยครอง
ประสิทธิปองมอบไว้ใต้ธุลี
ฝากหน่อขัตติยานุชาด้วย
จงเชิญช่วยโอบอ้อมถนอมศรี
แต่พื้นพงศ์จะพึ่งพระบารมี
จงปรานีนัดดาอย่าราคิน
เหมือนเห็นแก่นุชหมายถวายมอบ
จะนึกตอบแต่บุญการุญถวิล
ก็จะงามฝ่ายุคลไม่มลทิน
ก็เชิญผินนึกน้องเมื่อยามยัง
อนึ่งหน่อวรนารถผู้สืบสนอง
โปรดให้ครองพระนิเวศน์เหมือนปางหลัง
อย่าบำราศให้นิราแรมวัง
ก็รับสั่งอวยเออพระโองการ
จึงตรัสปลอบพระบัณฑูรอาดูรด้วย
ว่าจะช่วยเอาธุระแสนสงสาร
เปนห่วงไปไยพ่อให้ทรมาน
จะอุ้มหลานจูงลูกไม่ลืมคำ
อันเยาวยอดสืบสายโลหิตพ่อ
พี่ตั้งต่อสุจริตอุปถัมภ์
ครั้นทรงสดับแน่นึกสำเนาคำ
ก็คลายร่ำทุกข์ถ้อยบันเทาทน”
เนื้อความตามที่ปรากฏในกลอนของพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร ก็ตรงกับคำที่เล่ากันมาว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จฯ ขึ้นไปเยี่ยมประชวร กรมพระราชวังบวรฯ กราบทูลฝากพระโอรสธิดา แล้วกราบทูลขอให้ได้อยู่อาศัยในวังหน้าต่อไป บางทีความข้อหลังนี้เองจะเป็นเหตุให้พระองค์เจ้าลำดวนและพระองค์เจ้าอินทปัตเข้าพระทัยไปว่า พระราชบิดาได้ทูลขอให้ลูกเธอได้ครองวังหน้าอย่างรับมรดกกันในสกุลคนสามัญ ไม่รู้สึกว่าเป็นพระราชวังสำหรับพระมหาอุปราช ครั้งเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จสวรรคตแล้ว ไม่ได้เข้าไปครองวังหน้าดังปรารถนา จึงโกรธแค้นคบคิดกันซ่องสุมหากำลังจะก่อการกำเริบ
ในชั้นแรกความปรากฏทราบถึงพระกรรณแต่ว่า พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัตเกลี้ยกล่อมหาคนดีมีวิชาอยู่ คงไปลองวิชากันที่วังในเวลากลางคืนเนืองๆ บางทีลองวิชาพลาดพลั้งถึงผู้คนล้มตายก็เอาศพซ่อนฝังไว้ในวังนั้น เพื่อจะปิดความมิให้ผู้ใดรู้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยังทรงแคลงพระราชหฤทัยอยู่ ให้แต่งข้าหลวงปลอมไปเข้าเป็นสมัครพรรคพวกของพระองค์เจ้าทั้งสองนั้น ก็ได้ความสมจริงดังคำที่กล่าว จึงโปรดให้จับมาชำระได้ความว่าคบคิดกับพระยากลาโหมทองอินด้วยครั้นจับพระยากลาโหมกับพรรคพวกที่เข้ากันมาชำระ จึงให้การรับเป็นสัตย์ว่า คบคิดกันจะทำร้ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อวันเสด็จฯ พระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯ และทำนองถ้อยคำซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ได้ตรัสว่าประการใดๆ ในเวลาทรงพระประชวรก็เห็นจะปรากฏขึ้นในเวลาชำระกันนี้ จึงเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงน้อยพระราชหฤทัยในสมเด็จพระอนุชาธิราชว่า เพราะผู้ใหญ่พูดจาให้ท้ายเช่นนั้น เด็กจึงกำเริบ แต่แรกดำรัสว่าจะไม่ทำพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯ แต่ครั้งคลายพระพิโรธลงก็โปรดให้ทำพระเมรุใหญ่ตามเยี่ยงอย่างพระเมรุพระมหาอุปราชครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ดำรัสให้เชิญพระบวรสารีธาตุออกสมโภชที่พระเมรุให้เป็นพุทธบูชาเสียก่อน ไม่ให้เสียพระวาจาที่ว่าจะไม่ทำพระเมรุกรมพระราชวังบวรฯ







