posttoday
เมื่อ ‘หยินและหยาง’ ต่างเมินใส่กัน

เมื่อ ‘หยินและหยาง’ ต่างเมินใส่กัน

19 กุมภาพันธ์ 2560

เมื่อครั้งที่สามีของเพื่อนสาวเกาหลีเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ตอนนั้นลูกแฝดของเธอยังเรียนอยู่แค่ชั้นประถม

โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]

เมื่อครั้งที่สามีของเพื่อนสาวเกาหลีเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ตอนนั้นลูกแฝดของเธอยังเรียนอยู่แค่ชั้นประถม เธอต้องยืนขึ้นปกป้องสิทธิของเธอและลูก ทั้งเรื่องมรดกของสามีจากญาติสามีที่มาเรียกร้องขอส่วนแบ่ง รวมไปถึงการปกป้องลูกจากการถูกทำร้ายทางใจโดยสังคมรอบข้าง!

แม้จะอยู่ในยุคปี 2010’s ลูกแฝดของเธอถูกพ่อแม่ของเพื่อนที่โรงเรียนพูดแสดงความเห็นใจแกมปรามาสบ่อยๆ ว่า “น่าสงสารจริง จะอยู่ได้ยังไง ใครจะส่งเสียให้เรียนพิเศษ ต่อไปจะมีชีวิตสู้คนอื่นได้หรือ ฯลฯ”...ทำให้เพื่อนสาวของ “เชกา” เครียดมาก ดังนั้น เมื่อเราไปพบเจอเพื่อนใหม่ๆ ด้วยกัน เธอมักจะขอร้องว่า “อย่าเพิ่งบอกเขานะว่าฉันเป็นหม้าย” เธออธิบายอีกด้านของสังคมเกาหลีว่า ...การที่ครอบครัวขาดพ่อเปรียบเหมือนคนไม่มีกระดูกสันหลัง คือ ไม่มีคนคอย “แบ็กอัพ” ถ้าเจอคนใจร้ายก็อาจจะถูกรังแก หรือหลอกเอาเปรียบเพื่อผลประโยชน์ได้ง่าย...

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ เป็นธรรมดาในอดีตจนมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับความทุกข์ระทมของหญิงหม้ายที่ถูกสังคมดูถูก หรือเอาเปรียบ และกลายมาเป็นนิยายตีแผ่สุดคลาสสิก เรื่อง “คุณแม่กับแขกในห้อง - &*9324;&*6993;&*8169;&*9552;&*5784; &*4284; &o0612;&*7672;&*5768; - ซารังบังโซนนิม กวา ออมอนิ” ซึ่งสามารถบรรยายสถานะของสตรีได้อย่างดีว่า เมื่อเป็นหม้ายไม่มีสามีคุ้มครองยิ่งต้องรักษาตัวเองให้ดี มิฉะนั้น สังคมจะติฉินนินทาว่าร้าย ลูกก็จะถูกรังแกเอาเปรียบ... และบ่อยครั้งกลายเป็นเหยื่อระบายความแค้นความเครียดของผู้ชาย

ในความเป็นจริง สังคมเกาหลีก็ไม่ได้เลวร้ายนัก เกาหลีมีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำมาก คดีฆาตกรรมเกิดเพียงแค่ 0.8 คนต่อประชากร 1 แสนคน เมื่อเดินในซอยยามค่ำคืน “เชกา” ยังรู้สึกปลอดภัยยิ่งกว่าอยู่ในไทยเสียอีกค่ะ... ทว่า ตามสถิติพบว่า 90% ของเหยื่อคดีฆาตกรรมกลับเป็นผู้หญิง ซึ่งต่างจากสถิติในประเทศฝั่งตะวันตกที่ผู้ชายกลายเป็นเหยื่อฆาตกรรมมากกว่า...

ปัจจุบันนี้ แม้ว่าเกาหลีจะเจริญทางเศรษฐกิจมาก แต่ความเท่าเทียมระหว่างชายกับหญิงยังคงล้าหลังอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 145 ประเทศ ในขณะที่ไทยยังดีกว่า คือ ลำดับที่ 71 (Global Gender Gap Index 2016, World Economic Forum) ...ตัวอย่างของความไม่เท่าเทียมระหว่างชายกับหญิงในเกาหลี ดูได้ง่ายๆ จากอัตราเงินเดือนที่ได้รับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ แม้จะจบปริญญาตรีเท่ากัน แต่ค่าเฉลี่ยของเงินเดือนที่ผู้หญิงได้รับเป็นเพียงแค่ 66% ของผู้ชาย และในบริษัทใหญ่ๆ ของเกาหลีราว 500 แห่ง มีผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงเพียงแค่ 3%

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสตรีเพศสู้ผู้ชายไม่ได้ อาจมาจากค่านิยมขงจื๊อตั้งแต่อดีตที่สตรีเพศหรือ “พลังหยิน” ควรจะอยู่บ้านดูแลครอบครัว ดังนั้น พนักงานหญิงหลังแต่งงานมักจะลาออกจากงานเพื่อดูแลสามีและลูก ในขณะที่ผู้ชายหรือ “พลังหยาง” มีหน้าที่หาเงินเข้าบ้าน (ผู้ชายเกาหลีทำงานบ้านน้อยเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คือ วันละแค่ 45 นาที ในขณะที่ผู้หญิงทำงานบ้านมากกว่าถึง 5 เท่า) ...องค์กรส่วนใหญ่จึงไม่เห็นว่าพนักงานหญิงจะสามารถเป็นกำลังหลักได้ เพราะมีแนวโน้มว่าจะทำงานไม่นาน

เมื่อ ‘หยินและหยาง’ ต่างเมินใส่กัน

 

จากสภาวะปัญหาต่างๆ นี้ ทำให้เกิดการเรียกร้องให้แก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานอย่างจริงจัง รัฐบาลเกาหลีได้ปรับโครงสร้างองค์กร โยก-ย้าย-ยุบ กรมกองที่เกี่ยวข้องมาหลายรอบ จนสุดท้ายเกาหลีจึงตั้ง “กระทรวงความเท่าเทียมกันทางเพศและครอบครัว - &o0668;&*9457;&*4032;&o1313;&*8512; - ยอซอง คาจกบู” เพื่อมาแก้ปัญหาสถานะของสตรีและความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะ...แม้ว่าสถานะของสตรีจะค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ ทว่าดันเกิดปัจจัยใหม่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผลต่อ “พลังหยิน” อย่างแรง... นั่นคือ “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ”!

เจ้าเศรษฐกิจนี่ เป็นทั้งพระเอกและผู้ร้ายค่ะ มันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนมีความสุขก็ได้ มีความทุกข์ก็ได้ ทำให้ประชากรเพิ่มก็ได้ ลดก็ได้ ทำให้ชายหญิงรักกันก็ได้ เกลียดกันก็ได้... หลังจากปี 1997 ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้ครอบครัวที่สามีทำงานคนเดียวมีรายได้ไม่เพียงพอใช้จ่ายในบ้าน ส่งผลให้ผู้หญิงเริ่มออกไปหางานทำ... ด้วยค่าแรงที่ต่ำกว่าทำให้เกิดภาวะผู้หญิงไปแย่งงานผู้ชายทำ ผู้ชายที่ตกงานแทบจะหมดหวังและเกิดกระแสต่อต้านผู้หญิงที่สมควรอยู่กับบ้านขึ้นมาเงียบๆ...ในช่วงระยะเวลานี้ บางคดีระบุมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้ชายฆาตกรรมหญิงที่ไม่รู้จักเพียงเพราะรู้สึก “ต่อต้านผู้หญิง” เท่านั้น...อันนี้คงเป็นความผิดปกติทางจิตค่ะ

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันนี้การศึกษาทำให้ผู้หญิงเกาหลีเก่งขึ้นเรื่อยๆ และมีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งเกิดกระแสการเปลี่ยนความคิดจากที่เคยต้องพึ่งพาผู้ชายกลับมาพึ่งตนเอง เพราะมีความสามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้...ขณะเดียวกัน ในตลาดแรงงานมีหนุ่มสาวที่จบการศึกษามาใหม่ๆ ยังไม่สามารถหางานทำได้ราว 3 แสนคน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่โลกเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้อาชีพบางอาชีพต้องการใช้คนลดลง ในขณะที่ระบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงตามไม่ทัน จึงมีคนจำนวนมากที่จบมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานที่มุ่งทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ทำให้หนุ่มสาวที่เรียนจบใหม่นี้ แทนที่จะรักกันกลับต้องกลายมาเป็นคู่แข่ง คนเป็นแฟนก็ยังต้องมาแข่งกันเข้าทำงาน หยิน-หยางจึงไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไร... อายุเฉลี่ยการแต่งงานจึงเริ่มช้าลงไปเรื่อยๆ ณ วันนี้ ชายอยู่ในช่วง 30 ปลายๆ หญิงในช่วง 30 ต้นๆ ซึ่งนักสังคมศาสตร์อธิบายว่า มาจาก “ปัญหาเศรษฐกิจ” ค่าครองชีพสูงทำให้คู่รักต้องเก็บเงินไว้ใช้ในการแต่งงานนานกว่าเดิม...ถ้าจะแต่งงานอย่างสมฐานะไม่น้อยหน้าคนอื่น ต้องมีเงินอย่างน้อย 50 ล้านวอนค่ะ (ราว 1.5 ล้านบาท) เป็นค่าเรือนหอ เครื่องเรือน ของขวัญแก่บิดามารดาทั้งสองฝ่าย และค่าจัดงาน...แพงขนาดนี้ หลายคนบอกไม่แต่งซะเลยดีกว่าค่ะ...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท