
‘ล็อกซเล่ย์’รุกสตาร์ทอัพรุ่ง
ล็อกซเล่ย์สบช่องสตาร์ทอัพบูม ผนึกกองทุนสิงคโปร์ทีไอเอชตั้งบริษัท เค 2ฯ สตาร์ทอัพไฮเทค
ล็อกซเล่ย์สบช่องสตาร์ทอัพบูม ผนึกกองทุนสิงคโปร์ทีไอเอชตั้งบริษัท เค 2ฯ สตาร์ทอัพไฮเทค
นายวสันต์ จาติกวณิช รองประธานกรรมการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของกลุ่มสตาร์ทอัพไทยที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาบริการใหม่ๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว โดยเฉพาะสตาร์ทอัพในกลุ่มไฮเทคโนโลยี ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดมาให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคอนซูเมอร์ บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสดังกล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดได้นำบริษัท ล็อกซบิท ซึ่งเป็นบริษัทในเครือจับมือร่วมกับบริษัท ทีไอเอช ซึ่งเป็นกองทุนเปิดจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อจัดตั้งบริษัท เค 2 เวนเจอร์ แคปปิตอล หรือเค 2 เพื่อดำเนินธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) โดยเตรียมเงินลงทุนเริ่มแรกไว้ที่ประมาณ 300 ล้านบาท ลงเงินกันในอัตราส่วน 50 : 50 หลังจากนั้น 12 เดือนจะเพิ่มเงินลงทุนเป็นประมาณ 700 ล้านบาท
นายสแตนลีย์ หวั่ง กรรมการ บริษัท เค 2 เวนเจอร์ แคปปิตอล กล่าวว่า การจับมือร่วมกันระหว่างบริษัท ล็อกซบิท กับทีไอเอชในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างจุดเด่นที่เหนือกว่าให้กับเค 2ฯ เนื่องจากล็อกซบิทและล็อกซเล่ย์มีเทคโนโลยีมีพันธมิตรทางธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทย ขณะที่ทีไอเอชหรือที่รู้จักกันดีในนามบริษัท ทรานสเปค อินดัสเตรียล โฮลดิ้ง ก็เป็นกองทุนที่มีศักยภาพ เนื่องจากอยู่ในธุรกิจมานานเกือบ 30 ปี และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2547 จึงทำให้มีทีมผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์จำนวนมาก
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะหาสตาร์ทอัพกลุ่มไฮเทคโนโลยีเข้ามาร่วมลงทุนประมาณ 5-6 ราย โดยรายแรกที่จะเปิดตัวในวันที่ 20 ก.พ.นี้ คือ บริษัท มันนี่ เทเบิล ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่เพื่อคนทำงาน
“การที่บริษัทเลือกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะมีความน่าสนใจ เนื่องจากตลาดสตาร์ทอัพไทยเพิ่งเริ่ม นอกจากนี้ หลายหน่วยงานยังให้การสนับสนุนใหม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสดังกล่าวในการเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทย เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพไทยสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นายสแตนลีย์ กล่าว
นายสแตนลีย์ กล่าวต่อไปว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีการเงินในประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มแรก ดังนั้นการประเมินรายได้จึงต้องรอหลังจากนี้ไปอีก 3-5 ปี ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้กลุ่มสตาร์ทอัพประสบความสำเร็จ คือ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล 4.0 และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้สตาร์ทอัพ







