
ใครได้ใครเสียในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...(ตอนที่ 1)
...ศ.นพ.ธารา ตริตระการ
คําตอบที่ถูกต้องของ
“ประเด็นที่โต้แย้งกัน” ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... คือ การติดตามผลที่เกิดขึ้นหลังการประกาศใช้ของ พ.ร.บ.นี้ ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าเกิดผลเสียร้ายแรงขึ้น ก็จะแก้ไขได้ยากหรืออาจสายเกินกว่าที่จะแก้ไข ถ้าหากศึกษาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวโดยละเอียด ก็พอคาดการณ์ถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดได้หลายประการ อยากฝากคณะทำงานทุกฝ่ายให้พิจารณา คาดการณ์คำตอบ และถ้าพบปัญหาหรือข้อบกพร่องที่สำคัญหรือร้ายแรง ขอให้พิจารณาและดำเนินการ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้เป็นกฎหมายต่อไปประเด็นสำคัญที่โต้แย้งกันอยู่เช่น
1.สิทธิในการขอรับค่าเสียหายเปิดกว้างเกินไปหรือไม่
2.จะมีผู้เสียหายใช้สิทธิขอรับค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.นี้มากจนเป็นภาระหนักกับกองทุนอย่างมากหรือไม่
3.จะมีการฟ้องร้องแพทย์เพิ่มมากขึ้นหรือไม่
4.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการคือแพทย์ พยาบาล โรงพยาบาล และผู้ป่วยจะดีขึ้นหรือเสื่อมทรามลง
ขอให้ท่านผู้อ่านที่สนใจ ดาวน์โหลด ร่าง พ.ร.บ. และร่วมกันพิจารณา ในประเด็นที่กล่าวถึงนี้
(http://consumersouth.org/paper/790 หรือ http://www.surinpho.com/file_ news/X1G42G7.pdf หรือ http://www.phyathai.com/phyathai/kbm/uploads/0720070604170632.pdf )
1.สิทธิในการขอรับค่าเสียหายเปิดกว้างเกินไปหรือไม่ ?
สิทธิของผู้เสียหายและเงื่อนไขในการได้รับสิทธิตามร่าง พ.ร.บ.ฯ มาตรา 5 กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ว่า
“ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุนตามร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด”นอกจากนี้ ในมาตรา 6
“ผู้เสียหายไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 5 ได้หากเป็นกรณีดังต่อไปนี้ (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ (2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ (3) ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ”จะเห็นได้ว่า นอกจากข้อยกเว้น 3 ข้อในมาตรา 6 วงเล็บที่ 13 แล้ว ความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.นี้ แม้ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้เข้าใจตรงกัน จะขอยกตัวอย่างความเสียหายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็น
“ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานวิชาชีพ” เช่น1.กระดูกซี่โครงหักจากการปั๊มหัวใจเพื่อพยายามช่วยชีวิตผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น มีโอกาสเกิดขึ้นร้อยละ 1030
2.ภาวะเลือดออกในสมองทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต ทำงานไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ ทุกข์ทรมานมาก เป็นผลจากการได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) ในการรักษาหัวใจเต้นผิดปกติแบบพลิ้ว (Atrial fibrillation) ซึ่งข้อมูลจากโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ร้อยละ 48
3.หลังผ่าตัดรักษามะเร็งในช่องท้อง ผู้ป่วยเกิดภาวะลำไส้อุดตันจากพังผืดรัดลำไส้ ทำให้ต้องผ่าตัดซ้ำ ต้องถูกตัดลำไส้บางส่วนออกไป มีอาการปวดท้องเรื้อรัง ได้รับความทุกข์ทรมาน ภาวะแทรกซ้อนนี้มีโอกาสเกิดร้อยละ 120 ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
4.หลังผ่าตัดการติดเชื้อในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งแตก แผลอักเสบอาจเกิดได้ร้อยละ 1030 แม้ให้ยาปฏิชีวนะและดูแลแผลอย่างดี ถ้าติดเชื้อในกระแสเลือดจนช็อก อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตถึงร้อยละ 60
ความเสียหายที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานวิชาชีพนี้มีมากมาย ในมาตรฐานสากลถือว่าเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นร่วมกับการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการอธิบายและให้ตัดสินใจว่ายินดีรับความเสี่ยงหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ อย่างไร เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐาน แต่ไม่ถือว่าเป็นความเสียหายที่จะนำมาเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่มีประเทศใดจ่ายเงินค่าเสียหายในกรณีเหล่านี้ แม้ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่ใช้ระบบ
“ไม่พิสูจน์ความรับผิด” การจ่ายค่าเสียหายได้เฉพาะเมื่อเป็นผลโดยตรงจากการรักษาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (Sub Standard) หรือ ทุรเวชปฏิบัติ (Malpractice) เท่านั้นการที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด จึงไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากเหตุใด ถ้ามิใช่กรณีในมาตรา 6 ย่อมได้รับความคุ้มครอง นับเป็นอานิสงส์อันยิ่งใหญ่แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย แต่จะเป็นภาระหนักแก่กองทุน
ประเทศไทย พร้อมที่จะให้สิทธิการรับค่าเสียหายระดับที่สูงกว่านานาประเทศแล้วหรือ ?
สมควรที่จะจำกัดความคุ้มครองให้การเยียวยาผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ หรือไม่ ?







