posttoday
ธปท.อ่วมดูแลค่าเงิน แบกทุนสำรองฯบาน

ธปท.อ่วมดูแลค่าเงิน แบกทุนสำรองฯบาน

16 กุมภาพันธ์ 2560

นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ 

นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ทั่วโลกก็จับตามองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจและการค้าโลก ขณะที่ตลาดทุนตลาดเงินก็ผันผวนขึ้นลงรวดเร็วและบ่อยครั้ง

และยิ่งเมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศนโยบาย อเมริกาต้องมาก่อน (America First) เดินหน้าลงนามยกเลิกการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี เพื่อเปลี่ยนไปเป็นการเจรจาทวิภาคี ประกาศดึงการลงทุนกลับเข้าสหรัฐ แสดงความต้องการให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ทั้งหมดนี้ทำให้โลกรวมทั้งประเทศไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบและการรับมือ

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลยังมีเป้าหมายต้องการกระตุ้นให้การส่งออกขยายตัว โดยปี 2560 ต้องการโตมากกว่า 3% ถ้าเป็นไปได้ ก็จะให้โตกว่า 3.5% ถึงกับดึงภาคเอกชนมาช่วยทำตลาดเป็นรายประเทศ แต่แม้รัฐบาลจะทำงานกันอย่างหนัก แต่ปัจจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายของทรัมป์ก็สร้างความกังวลและอาจเป็นอุปสรรคต่อการค้า เช่น การประกาศดึงการลงทุนกลับสู่สหรัฐ ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จะกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ของไทย เพราะหากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพิ่มการลงทุนในสหรัฐมากขึ้น และต้องย้ายการผลิตรถยนต์บางรุ่นจากญี่ปุ่นไปสหรัฐ อาจกระทบต่อการส่งออกชิ้นส่วนจากไทยไปญี่ปุนที่มีสัดส่วน 12% ของมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนทั้งหมดของไทยได้

สำหรับตลาดเงิน มีการประเมินว่าจะเกิดสงครามค่าเงิน เพื่อปกป้องการส่งออกของแต่ละประเทศ โดย อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ประเมินมาระยะหนึ่งแล้วว่า ไทยต้องเผชิญกับสงครามค่าเงิน และกลายเป็น 1 ใน 4 ทัพที่ไทยต้องเจอ เพราะทรัมป์มองว่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจนเกินไป ทำให้บริษัทอเมริกันแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ ขณะที่หลายประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน ก็ดำเนินนโยบายค่าเงินอ่อนค่า หวังกระตุ้นการผลิตและส่งออก

ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง จนมาแข็งค่าหลุดกรอบสำคัญ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ สู่ระดับ 34.99 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา และกลับมาอ่อนค่าอีกในวันที่ 15 ก.พ. หลังจาก เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย

แนวโน้มดังกล่าว ทำให้คณะกรรมนโยบายการเงิน (กนง.) สั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในต่างประเทศ ที่รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แนวนโยบายของ ธปท.ยังใช้การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่

ขณะที่ กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ก็เห็นสัญญาณ ธปท.เข้าดูแลค่าเงินบาทในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดูจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และสังเกตว่า ธปท.พยายามดูแลให้เงินบาทอยู่ในช่วง 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม กอบสิทธิ์ ก็เห็นว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.เป็นดาบสองคม เพราะทำให้เอกชนไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยง ซึ่งฟังดูเหมือนแบงก์กำลังปกป้องผลประโยชน์ตนเอง แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ธปท.ก็เห็นปัญหาข้อนี้ เพราะ วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า แม้ความผันผวนในตลาดจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนซื้อการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือเฮดจิ้ง (Hedging) ของภาคเอกชนไทยในตลาดลดลง โดยปี 2558 ผู้ส่งออกและนำเข้ามีการทำเฮดจิ้งเฉลี่ย 50.37% แต่มาปี 2559 ลดลงเหลือ 46.5%

ผลข้างเคียงอีกอย่างของการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน คือ ทำให้ผู้ส่งออกไม่มีการปรับตัวเพื่อเตรียมรับกับภาวะการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอีกด้วย เห็นได้จากการลงทุนเพื่อซื้อหรือปรับปรุงเครื่องจักรช่วงที่ผ่านมาแทบไม่มีเลย แม้รัฐบาลจะมีมาตรการหักลดหย่อนภาษีให้ 2 เท่าก็ตาม และการต่ออายุมาตรการ โดยหักลดหย่อนเหลือ 1.5 เท่า รัฐบาลก็คาดการณ์จะมีการลงทุนที่มาใช้สิทธิประมาณ 8,000 ล้านบาท

ที่สำคัญที่สุด แนวนโยบายดังกล่าวก็ทำให้เกิดภาระต่อ ธปท.ในขณะเดียวกันด้วย เห็นได้จากตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ใช่เพียงแค่สัปดาห์เดียวที่ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในเวลา 1 เดือน คือ ตั้งแต่ต้นปีนี้ถึง 3 ก.พ. 2560 ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นถึง 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ทั้งปี 2559 ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้น 2.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากสิ้นปี 2558 หรือเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 2,450 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับเดือนแรกของปีนี้ทุนสำรองฯ เพิ่มกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ยปี 2559

การเพิ่มขึ้นของทุนสำรองฯ ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการเข้าดูแลค่าเงินของ ธปท.ที่คิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ซึ่งหาก ธปท.ยังเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยน โดยไม่บริหารทุนสำรองให้เหมาะสม จนทุนสำรองฯ เพิ่มเฉลี่ยเท่ากับเดือนแรกของปีนี้ เท่ากับว่าสิ้นปี 2560 ทุนสำรองฯ จะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 6.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3 เท่าของปีที่ผ่านมา ยกเว้นว่า ธปท.จะมีการบริหารจัดการให้ทุน
สำรองฯ ของประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสมและจำเป็น

การบริหารทุนสำรองฯ นั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อฐานะประเทศ รวมไปถึงฐานะของ ธปท.ด้วย เพราะการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนจนมีทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นในอัตราสูงมาก สุดท้ายจะทำให้ ธปท.ไม่มีช่องว่างเพียงพอในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในระยะต่อไป

และหากเกิดอะไรพลิกผันอย่างคาดไม่ถึงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ธปท.ก็มีโอกาสเสียหายได้มหาศาล

การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงต้องทำควบคู่ไปกับการบริหารทุนสำรองฯ ของประเทศที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท