posttoday
เร่งออกสิทธิบัตร ใครได้ใครเสีย?

เร่งออกสิทธิบัตร ใครได้ใครเสีย?

15 กุมภาพันธ์ 2560

การที่จะเร่งออกสิทธิบัตรให้ได้มากๆ และรวดเร็ว จริงๆ แล้วเอื้อประโยชน์ใครและประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรบ้าง

โดย...เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เข้าถึงการรักษา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์

การที่จะเร่งออกสิทธิบัตรให้ได้มากๆ และรวดเร็ว จริงๆ แล้วเอื้อประโยชน์ใครและประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรบ้าง (สืบเนื่องจากข่าว http://www.matichon.co.th/news/456031)

ถ้าย้อนดูสถิติการจดทรัพย์สินทางปัญญาจะพบว่า ตั้งแต่ประเทศไทยถูกกดดันจนต้องแก้ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ในเดือน ก.ย. ปี 1992 ล่วงหน้า 2 ปี ก่อนที่ความตกลงการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (TRIPs Agreement) จะสรุปและมีผลบังคับ จนมาถึงปี 2009 สิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์ที่ยื่นจดและได้รับการคุ้มครองให้ผูกขาดได้มีจำนวนสูงขึ้นอย่างมาก

ในขณะที่สิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์ที่จดโดยคนไทยน้อยมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเทียบกันไม่ได้ แต่คนไทยเรากลับจดสิทธิบัตรในเรื่องการออกแบบได้มากกว่าต่างชาติ ทั้งนี้ สิ่งประดิษฐ์ที่จดสิทธิบัตรรวมถึงยารักษาโรคด้วย (ข้อมูลตามภาพกราฟที่แนบมา)

เมื่อนำข้อมูลการวิเคราะห์คำขอรับสิทธิบัตรในยาและสิทธิบัตรยาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดไปในช่วง 10 ปี (ค.ศ. 2000-2010) จากจำนวนคำขอฯ ประมาณ 2,000 ฉบับ เมื่อนำมาเทียบกับเกณฑ์การให้สิทธิบัตรยาของสากล อย่าง ICTSD, UNCTAD และองค์การอนามัยโลก ผลการวิจัย “คำขอรับสิทธิบัตรยาที่จัดเป็น ever-greening ในประเทศไทยและการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” พบว่า 84% ของคำขอรับสิทธิบัตรยาในช่วงดังกล่าวจัดว่าเป็นคำขอฯ ที่ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตร

ในขณะที่ 74.2% ของสิทธิบัตรยาที่ได้ไปในช่วงเดียวกันเป็นสิทธิบัตรยาที่ด้อยคุณสมบัติและไม่ควรได้รับสิทธิบัตรไป หรือที่เรียกว่า ever-greening ผลที่ตามมา คือ ยาจำเป็นหลายชนิดในประเทศถูกผูกขาดโดยบริษัทยาข้ามชาติและทำให้ยามีราคาแพง ประเทศและประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านยาจำนวนมหาศาลโดยไม่จำเป็น ถ้าคำขอฯ เหล่านั้นไม่ได้ถูกอนุมัติ ประเทศไทยจะสามารถประหยัดงบฯ ค่ายาได้ถึง 8,400 ล้านบาท (http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/3750…)

เมื่อมาดูที่กระบวนการพิจารณาการจดสิทธิบัตร การล่าช้าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการทำงานล่าช้าของเจ้าหน้าที่สำนักสิทธิบัตรเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการใช้กลวิธีของบริษัทยาที่ขอจดฯ ด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตรกำหนดให้ผู้ยื่นขอสิทธิบัตรต้องยื่นแจ้งการตรวจสอบขั้นตอนการประดิษฐ์หลังจากวันที่ประกาศโฆษณาภายใน 5 ปี ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกินไป และบริษัทยาส่วนใหญ่จะยื่นแจ้งการตรวจสอบฯ เมื่อใกล้ที่หมดกำหนดเพียงไม่นาน

ทั้งนี้ เพราะการคุ้มครองได้เริ่มขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร แม้ว่าคำขอฯ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่บริษัทอื่นก็จะไม่กล้าผลิตยาออกมาแข่งจำหน่าย เพราะเสี่ยงต่อการถูกข่มขู่คุกคามโดยใช้กฎหมาย และอาจแพ้คดีและต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมหาศาลย้อนไปตั้งแต่วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร ถ้าผลการพิจารณาออกมาว่าให้สิทธิบัตรกับยานั้นในภายหลัง

ดังนั้นแล้ว จะอ้างว่าเจ้าหน้าที่ฯ ปฏิบัติงานล่าช้าแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นพฤติกรรมและเล่ห์กลที่บริษัทยาที่ได้ประโยชน์จากการล่าช้านี้ด้วยเช่นกัน

อนึ่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตรเองก็มีปัญหา และเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจยาต่างชาติ มากกว่าภาคธุรกิจยาของคนไทยและประชาชน นอกจากช่องโหว่ในเรื่องเงื่อนเวลาที่เปิดกว้างถึง 5 ปี ก่อนจะเริ่มการพิจารณา การไร้ซึ่งการกำหนดเวลาว่าจะต้องประกาศโฆษณาเมื่อไรหลังจากที่ยื่นขอจดฯ แล้ว ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ไม่สามารถติดตามและตรวจสอบได้สะดวกและทันเวลา

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้การใช้มาตรากฎหมายใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรเพื่อคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรที่ไม่ชอบธรรมเป็นไปได้ยากลำบาก ดังจะเห็นได้ว่าตลอดที่มี พ.ร.บ.สิทธิบัตรมา แทบไม่มีการยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรในยาเลย ซึ่งก็จะทำให้ปัญหาการผูกขาดที่ไม่ชอบธรรมยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อไปประกอบกับการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยาที่ด้อยคุณสมบัติตามที่ปรากฏในงานวิจัย

ถ้าจะปฏิรูปเรื่องสิทธิบัตร คงไม่อาจดูในเรื่องที่จะเร่งให้ออกสิทธิบัตรเร็วๆ มากๆ ได้เท่านั้น แต่ต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเรื่องยารักษาโรคที่จะผูกขาดอย่างไม่เป็นธรรมด้วย โดยที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องนำคู่มือตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรยามาใช้อย่างเคร่งครัด และต้องปรับคู่มือฯ ให้เป็นสากลตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และต้องแก้ไขกฎหมายให้สามารถนำมาตรการยืดหยุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านก่อนได้รับสิทธิบัตร การใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือโดยรัฐ ฯลฯ ให้สามารถใช้ได้จริงและไม่มีอุปสรรค

รวมไปถึงการแก้ไขความล่าช้าในการพิจารณาเพราะไร้กำหนดระยะเวลาในการประกาศโฆษณาและให้ระยะเวลาการยื่นตรวจสอบขั้นตอนการประดิษฐ์ที่ไม่สมเหตุผล

อย่างไรก็ดี การพิจารณาให้หรือไม่ให้สิทธิบัตร โดยเฉพาะยาจะต้องมีความละเอียดรอบคอบและดูข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ประกอบ ไม่ใช่อาศัยคำกล่าวอ้างตามเอกสารของผู้ขอยื่นจดแต่เพียงอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท