
ญี่ปุ่นยังเจองานหนัก บริโภคไม่ฟื้น-เสี่ยงทรัมป์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เศรษฐกิจในไตรมาส 4 เมื่อปีที่แล้วของญี่ปุ่น เติบโตได้ถึง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 จากแรงหนุนของภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ 2.6% ท่ามกลางค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงไปหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี และทำให้การส่งออกในเดือน ธ.ค.ของญี่ปุ่นเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายครัวเรือนและอัตราเงินเฟ้อกลับไม่เติบโตเพียงพอให้ไว้วางใจว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะยังเดินหน้าไปได้โดยไม่ติดขัด หากทรัมป์ตั้งใจจะลดการค้าขาดดุลกับแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นจริง โดยหนึ่งในความตั้งใจของทรัมป์นั้นคือการให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่ากว่าในปัจจุบัน และพร้อมจะใช้นโยบายปกป้องการค้าซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า
ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมาก โดยลดลงจาก 101 เยน/เหรียญสหรัฐ ก่อนการเลือกตั้งสหรัฐในเดือน พ.ย. เป็น 118 เยน/เหรียญสหรัฐ หลังทรัมป์ชนะ และอยู่ที่ระดับ 113 เยน/เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถผลักดันให้การส่งออกของประเทศญี่ปุ่นฟื้นตัวอีกครั้ง
ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรระดับนานาชาติหลายแห่งคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ของญี่ปุ่นจะสามารถเติบโตได้อย่างสดใส เช่น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) คาดว่าญี่ปุ่นปีนีี้จะเติบโตได้ 1% เทียบเท่ากับปีก่อน ซึ่งนับว่ายังสดใสเมื่อเทียบกับปี 2015 ที่ญี่ปุ่นเผชิญกับการติดลบไปในไตรมาส 2 และไตรมาสสุดท้าย
นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชนยังปรับขึ้น 0.9% เมื่อไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่ตัวเลขการบริโภคในไตรมาสที่ผ่านมา กลับไม่มีการเติบโตหรือเติบโต 0% แสดงให้เห็นว่า การลงทุนภาคเอกชนไม่สามารถผลักดันให้เกิดการผู้บริโภคใช้จ่ายได้ แม้ภาคส่วนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 60% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของญี่ปุ่น
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย สามารถสังเกตได้จากดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) คิดรวมราคาอาหารสด ปรับขึ้น 0.3% ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สวนทางกับซีพีไอไม่นับรวมอาหารสด ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่ใช้วัดอัตราเงินเฟ้อหลักของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กลับลดลงไป 0.2%
จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นมาส่วนใหญ่มาจากอาหารสดและพลังงานอันเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จึงไม่แปลกที่ชาวญี่ปุ่นจะไม่เพิ่มการใช้จ่ายในไตรมาสที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน การส่งออกของญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญปัญหาได้ หากทรัมป์เดินหน้าผลักดันนโยบายปกป้องการค้าที่จะรวมถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า และการหาทางทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ตามที่ทรัมป์เคยส่งสัญญาณมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยสามารถทำได้ในหลายวิธี เช่น การส่งสัญญาณด้วยวาจา การใช้กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติเป็นผู้ซื้อขายสินทรัพย์ในแต่ละสกุลเงิน
นอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ยังประกอบไปด้วยการปกป้องการค้า โดยทรัมป์กล่าวโจมตีอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นว่าไม่มีความยุติธรรมกับสหรัฐ รวมถึงก่อนหน้านี้ยังกล่าวโจมตีโตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ต่อแผนจะตั้งโรงงานในเม็กซิโก
การกล่าวหาดังกล่าวทำให้โตโยต้าต้องประกาศแผนการลงทุน ให้สัญญาจะลงทุนถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) ในช่วงเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า และยังทำให้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เดินหน้าเจรจากับทรัมป์ถึง 2 ครั้ง โดยเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่เข้าพบทรัมป์หลังชนะการเลือกตั้ง
แม้การพูดคุยในครั้งที่ 2 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นเรื่องของความมั่นคงเสียส่วนใหญ่ แต่อาเบะก็พร้อมที่จะพูดคุยกับทรัมป์ในด้านการเจรจาการค้าแบบทวิภาค
จากการกระทำดังกล่าว ดูเหมือนว่าอาเบะจะไม่รอให้ทรัมป์ขึ้นบัญชีญี่ปุ่นเป็นประเทศปั่นค่าเงิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หลายฝ่ายมองว่า สหรัฐกำลังบีบอีกฝ่ายให้มานั่งโต๊ะเจรจาเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ หลังจากญี่ปุ่นเข้าเงื่อนไขประเทศปั่นค่าเงินไป 2 ใน 3 ข้อ คือ มีสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 3% ของจีดีพี โดยญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 4% และมีสัดส่วนการค้าเกินดุลกับสหรัฐ 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
(ราว 2.3 ล้านล้านบาท) สูงกว่ากำหนด 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 แสนล้านบาท) และไม่เข้าเงื่อนไขด้านการซื้อสินทรัพย์ต่างชาติเป็นสัดส่วน 2% ของจีดีพีเพียงข้อเดียว
นอกเหนือไปจากการกล่าวโจมตีแล้ว ทรัมป์ยังหันมาสนับสนุนข้อเสนออันเป็นรูปธรรมจากพรรครีพับลิกัน นั่นคือ การใช้ภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Adjustment Tax) ซึ่งจะเป็นการจัดเก็บภาษีรายได้จากสินค้านำเข้าที่ขายให้ชาวสหรัฐ ในขณะที่ไม่เก็บภาษีกับรายได้ที่ได้จากการส่งออก เพื่อผลักดันให้สหรัฐนำเข้าสินค้าน้อยลงและลดการขาดดุลการค้า
ภาษีดังกล่าวอาจสูงถึง 20% โดยเอสเอ็มบีซี นิกโก ซีเคียวริตี้ คาดการณ์ว่า หากรถญี่ปุ่นที่เข้าไปขายในสหรัฐได้ผลกระทบจากภาษีดังกล่าวจนต้องขึ้นราคา 20% จะส่งผลกระทบต่อขนาดจีดีพีของญี่ปุ่น 0.6% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 3.4 ล้านล้านเยน (ราว 1 ล้านล้านบาท)
การส่งออกของญี่ปุ่นที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในไตรมาส 4 จึงเผชิญกับความเสี่ยงใหญ่อย่าง “ทรัมป์” ขณะที่การบริโภคอันเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักก็ยังคงไม่ฟื้นตัว







