posttoday
สินเชื่อแบงก์ปี’60 ยังเสี่ยงโตต่ำ

สินเชื่อแบงก์ปี’60 ยังเสี่ยงโตต่ำ

14 กุมภาพันธ์ 2560

สินเชื่อถือเป็นดัชนีชี้วัดสัญญาณเศรษฐกิจตัวหนึ่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีใกล้เคียงกับศักยภาพ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

สินเชื่อถือเป็นดัชนีชี้วัดสัญญาณเศรษฐกิจตัวหนึ่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีใกล้เคียงกับศักยภาพ สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวได้ระดับ 1-2 เท่าของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สมมติจีดีพีโต 4% สินเชื่อจะโต 8-10% เพราะสินเชื่อมักโตตามเศรษฐกิจจริงที่รวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ทำให้โต 2 หลักได้ อาทิ ปี 2553 โต 11.3% ปี 2554 โต 14.9% ปี 2555 โต 13.7% ปี 2556 โต 11% แต่มาปี 2257 เริ่มโตหลักเดียวที่ 5% และปี 2558 โต 4.3% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลง

เช่นเดียวกับปี 2559 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับธุรกิจหันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินเชื่อขยายตัวเพียง 2% มียอดคงค้างอยู่ที่ 11.96 ล้านล้านบาท ชะลอลงจากปี 2558 ที่ขยายตัว 4.3% ถือเป็นการโตต่ำสุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ที่สินเชื่อเคยขยายตัวติดลบ 1.7%

สำหรับปี 2560 นี้ ธปท.ยังประเมินว่าสินเชื่อน่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวได้มากขึ้น โดยคาดว่าจีดีพีจะโตที่ 3.2% ขณะที่หน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจอื่นๆ ประมาณจีดีพีไว้ที่ระดับ 3-4% แต่สินเชื่อจะโตได้เท่าตัวของจีดีพีได้หรือไม่นั้นยังเป็นความท้าทาย ส่วนหนึ่งเพราะเงินเฟ้อยังต่ำ ธปท.คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 1.5% ขณะเดียวกันดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับผ่อนคลาย 1.5% มายาวนานไม่ได้ช่วยให้ดอกเบี้ยของระบบธนาคารปรับลดลงเพื่อจูงใจให้ความต้องกู้เพิ่มขึ้นนัก โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์เฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% และเอ็มอาร์อาร์ 7.5-8.5%

อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เคยโตติดลบในอดีตเคยพลิกกลับมาโตดีขึ้นได้ อย่างในปี 2552 โตติดลบ 1.7% สอดคล้องกับจีดีพีที่ติดลบ 2.3% เคยพลิกกลับมาโตกระฉูดที่ 11.3% ในปี 2553 ตามจีดีพีโตที่ 7.8% ได้มาแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลกังวลผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ (แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส) ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ทำให้หันมากระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น บวกกับในระยะหลังธุรกิจไทยนิยมไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังใช้สินเชื่อในประเทศไทยให้บริษัทแม่กู้แล้วออกไปใช้ในต่างประเทศมีส่วนทำให้สินเชื่อขยายตัวได้ดีขึ้น

สำหรับปีนี้ สินเชื่อจะโตได้ดีกว่าปีที่แล้วสักกี่มากน้อยยังเป็นคำถามตัวโตๆ ที่ธนาคารทุกแห่งต้องลุ้นและโชว์ฝีมือ เนื่องจากภาพเศรษฐกิจดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนจากปีที่แล้ว สะท้อนจาก ธปท.ยังคงประมาณการเติบโตของจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 3.2% เท่ากับปีที่แล้ว ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐยังเน้นเพียงประคองให้เดินได้เท่านั้น ไม่ได้บู๊ตเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่อาจกระทบการส่งออกไทยซึ่งมีสัดส่วนสูงในจีดีพี ส่งผลต่อการลงทุน การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บวกกับเศรษฐกิจภายประเทศของไทยที่ยังโตกระจุกจนกระจาย ขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นหลัก ส่วนการท่องเที่ยวถึงจะเติบโตได้ดี แต่ยังรับผลกระทบจากการจัดระเบียบทัวร์ผิดกฎหมาย การลงทุนขยายธุรกิจหรือเพิ่มกำลังการผลิตของภาคธุรกิจเอกชนยังน้อย เพราะกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง ประกอบกับคนไทยยังแบกภาระหนี้ครัวเรือนสูง มีผลให้คนระมัดระวังการใช้จ่ายและระวังการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น ธปท.ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2559 อยู่ที่ 81.3% ของจีดีพี

ขณะเดียวกันในฝั่งธนาคารผู้ให้กู้ยังระมัดระวังการปล่อยกู้ เพราะยังกังวลหนี้เสียที่อาจกลายมาเป็นภาระในการตั้งสำรองและกดดันผลกำไรให้ลดลงได้ โดยส่วนใหญ่ธนาคารมักเข้มงวดไม่ให้กู้กับลูกค้าที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) เกิน 60% ของรายได้ต่อเดือน ฉะนั้นถึงธนาคารอยากจะรุกสินเชื่อรายย่อยที่ทำกำไรสูง อย่างสินเชื่อรายย่อย หรือสินเชื่อเอสเอ็มอี มากแค่ไหนก็ต้องยั้งไว้บ้าง เพราะอาจได้ไม่คุ้มเสีย

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงปลายนิ้วสัมผัสบนสมาร์ทโฟน การให้บริการสินเชื่อหรือการชำระเงินทำได้ด้วยระบบไบโอเมตริก เทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ (ฟินเทค) มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือสตาร์ทอัพ อาจมาแชร์ส่วนแบ่งการตลาด ทำให้แบงก์ปล่อยกู้และได้ค่าธรรมเนียมบริการลดลงก็เป็นได้ ถ้าปรับตัวไม่ทัน

เดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจธนาคารในปีนี้ยังทรงตัวในช่วงครึ่งปีแรก เพราะยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนที่เด่นชัด และจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป หลังรัฐบาลเริ่มลงทุนโครงการก่อสร้างพื้นฐาน เช่น ทางยกระดับ 2-3 แห่ง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้า ส่งผลดีกับอุตสาหกรรมก่อสร้างให้มีงานเข้ามา เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แรงงานมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และหากจีดีพีปีนี้โตที่ 3-3.2% สินเชื่อของธนาคารน่าจะโตที่ 4% ใกล้เคียงกับจีดีพีและใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่สินเชื่อโต 3.9%

“โดยธนาคารยังมุ่งเติบโตจากสินเชื่อธุรกิจ ทั้งสินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอีเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีธนาคารยังระมัดระวังธุรกิจเสี่ยงบางกลุ่ม เช่น ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างธุรกิจเหล็ก ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ขณะที่โรงสีมีปล่อยสินเชื่อบ้างแต่เป็นสัดส่วนน้อย ส่วนสินเชื่อรายย่อยจะไม่มุ่งขยายสูงเกินไป เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าต้องดูแลคุณภาพหนี้ควบคู่ไปด้วย” เดชา กล่าว

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปี 2560 ว่า คงเผชิญสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจที่มีความท้าทายไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมา ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมบางส่วนประมาณ 3,100-3,600 ล้านบาท น่าจะถูกกระทบจากระบบพร้อมเพย์ที่รัฐบาลส่งเสริม

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า แรงขับเคลื่อนการเติบโตฝั่งรายได้ในปีนี้ ต้องหวังพึ่งการกลับมาขยายตัวที่ดีขึ้นของสินเชื่อตามวัฏจักรเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เพื่อมาชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง โดยคาดว่าสินเชื่อโดยรวมของระบบน่าจะโตได้ที่ 4% คิดเป็นเม็ดเงินสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 3.4-5.6 แสนล้านบาท และหากเศรษฐกิจยังรักษาแรงส่งการเติบโตได้ต่อเนื่องน่าจะช่วยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด
รายได้ (เอ็นพีแอล) ให้ลดลงได้

สรุปจากภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังค่อยๆ ฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่มีอะไรโดดเด่นในปีนี้ สินเชื่อที่คาดว่าจะขยายตัวได้คงเป็นสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่นำไปประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด เพื่อรอกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนการขอสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุน หมุนเวียนทางการค้าระหว่างประเทศคงเพิ่มน้อย ตามทิศทางการส่งออกที่ดีขึ้นบ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าและความผันผวนของค่าเงิน

ขณะที่สินเชื่อเพื่อการก่อสร้างอาจโตตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลได้ แต่การขอสินเชื่อเพื่อลงทุนใหม่อาจยังต่ำ ตามการลงทุนภาคเอกชนและกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ฉะนั้นสินเชื่อในภาพรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้น่าจะยังเติบโตได้จำกัด และมีโอกาสน้อยที่จะโตฉลุยเป็น 1-2 เท่าของจีดีพีอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ