
เอกชนต่างชาติหนีจีน สู้ภาษีสูง-คุมไซเบอร์ไม่ไหว
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนได้ออกตัวมาโดยตลอดว่า จีนสนับสนุนโลกาภิวัตน์และพร้อมเปิดกว้างทางเศรษฐกิจให้เอกชนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในประเทศได้ แต่สถานการณ์ของเอกชนต่างชาติเมื่อไม่นานนี้ดูจะตรงข้ามกับคำพูดของผู้นำจีน
แม้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่น่าดึงดูดในสายตาต่างชาติ แต่การทำธุรกิจในจีนนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยล่าสุด “ซีเกต” บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์รายใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐ ยอมปิดโรงงานในเมืองซูโจว ไปเมื่อเดือน ม.ค. ตามหลังบริษัท “พานาโซนิค” ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งยุติการผลิตโทรทัศน์ทั้งหมดในจีนเมื่อปี 2015 หลังอยู่ในจีนมานานถึง 37 ปี ขณะที่เอกชนรายใหญ่อื่นๆ อาทิ “มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์” ค้าปลีกจากอังกฤษ “ลอรีอัล” ผู้ผลิตเครื่องสำอางชื่อดังจากฝรั่งเศส หรือ “เบสต์บาย” ค้าปลีกสัญชาติสหรัฐ ก็ต่างหอบข้าวของทยอยปิดสำนักงานในจีนไปก่อนหน้านี้
สาเหตุสำคัญประการแรกที่ทำให้เอกชนต่างชาติล้มเลิกความพยายามทำธุรกิจในจีนนั้น มาจากอัตราภาษีนิติบุคคลที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลจีนออกกฎหมายภาษีนิติบุคคลฉบับใหม่เมื่อปี 2008 กำหนดให้เก็บภาษีจากบริษัทจีนและเอกชนต่างชาติในอัตราเท่ากันที่ 25%
กฎหมายภาษีนิติบุคคลฉบับดังกล่าวถือเป็นการปิดฉากยุคทองของเอกชนต่างชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากรัฐบาลจีนในการทำธุรกิจ โดยจุดเริ่มต้นของสิทธิพิเศษทางภาษีดังกล่าวย้อนกลับไปเมื่อปี 1994 ที่เก็บภาษีจากเอกชนต่างชาติเพียง 15% เมื่อเทียบกับบริษัทจีนที่ 33% เนื่องจากในสมัยนั้น รัฐบาลจีนต้องการกระตุ้นให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศ
อย่างไรก็ดี เมื่อบริษัทจีนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผงาดขึ้นไปเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซ หรือคู่แข่งอย่าง เจดี ดอท คอม ความต้องการบริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในจีนจึงลดลงจากในอดีต
“จีนไม่ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีและเงินทุนจากต่างชาติมากเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ รัฐบาลจึงมีแนวโน้มยกเลิกนโยบายให้สิทธิพิเศษกับเอกชนต่างชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ชองไต้เหลียง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าว สอดคล้องกับ เฉินตันหยาง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ที่กล่าวเมื่อเดือน ก.ย. 2016 ว่า เอกชนต่างชาติบางรายต้องการเข้ามา “ทำเงิน” ในจีนอย่างรวดเร็ว และหวังพึ่งพาสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลจีนมากเกินไป จนกระทบต่อสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจในภาพรวม
ทิศทางนโยบายที่เปลี่ยนไปจากการเน้นดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ไปสู่การส่งเสริมบริษัทภายในประเทศของรัฐบาลจีนเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากการประกาศยุทธศาสตร์ “เมดอินไชน่า 2025” เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแผนการยกระดับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจขนานใหญ่ โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และผลักดันการสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ
การเน้นสนับสนุนบริษัทสัญชาติจีนเห็นได้ชัดเจนในธุรกิจเทคโนโลยี จากการบล็อกบริการออนไลน์จากต่างชาติ เช่น กูเกิล ทวิตเตอร์ และยูทูบ ซึ่งแม้เป็นการบล็อกเพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารในประเทศเป็นหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการช่วยให้บริการออนไลน์ต่างๆ ของจีน เช่น ไป่ตู้ เว่ยป๋อ และยูกู สามารถเติบโตในประเทศได้โดยไม่มีคู่แข่งต่างชาติ
ทั้งนี้ การโดนลดทอนสิทธิพิเศษจนต้องเสียภาษีนิติบุคคลเทียบเท่ากับบริษัทจีน ไม่ใช่ปัญหาเพียงประการเดียวที่เอกชนต่างชาติต้องเผชิญ เนื่องจากระบบการจัดเก็บภาษีของจีนที่ยุ่งยากซับซ้อน และความไม่ชัดเจนของระเบียบปฏิบัติต่างๆ ทำให้เอกชนต้องเสียภาษีและค่าธรรมเนียมรายการ อื่นๆ เพิ่มเติมให้รัฐบาลท้องถิ่นด้วย
ตัวอย่างคือ ซีเกต โดยเซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ เปิดเผยว่า ซีเกตต้องเสียภาษีให้รัฐบาลจีน 225 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,890 ล้านบาท) ในต้นปี 2015 แต่กลับโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากรัฐบาลท้องถิ่นอีกถึง 400 ล้านหยวน (ราว 2,038 ล้านบาท) ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ภาระภาษีที่หนักหน่วงดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซีเกตตัดสินใจย้ายโรงงานออกจากจีน
เอกชนหลายแห่งต้องเสียภาษียิบย่อยอื่นๆ ให้รัฐบาลรวมแล้วกว่า 500 รายการ มากกว่าที่กระทรวงการคลังและคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า รัฐเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากภาคธุรกิจเพียง 317 รายการ โดย ยูนิรูล หน่วยงานคลังสมองในจีน เปิดเผยเมื่อปี 2016 ว่า เอกชนในจีนต้องเสียภาษีนิติบุคคล รวมถึงภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ สูงถึง 45.6%
ทว่า กำแพงภาษีไม่ใช่ปราการเดียวที่เอกชนต่างชาติในจีนต้องฝ่าฟันไป มาตรการคุมเข้มทางไซเบอร์ของรัฐบาลจีนในช่วงที่ผ่านมาและกำลังจะเกิดขึ้นอีกในปีนี้ ยังทำให้บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำธุรกิจได้ยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย
เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศประกาศให้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) ซึ่งเป็นหนทางเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์ในต่างประเทศที่โดนรัฐบาลจีนบล็อกนั้น ผิดกฎหมาย โดยระบุให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและวีพีเอ็นต้องได้รับความยินยอมจากรัฐบาลจีน ซึ่งนโยบายนี้จะมีผลทันทีไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2018
แม้กฎหมายดังกล่าวจะมุ่งควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในระดับบุคคลทั่วไปเป็นหลัก แต่ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบรรดาเอกชนต่างชาติที่ใช้เว็บไซต์ช่วยโปรโมตและทำธุรกิจในจีน โดยที่ผ่านมานั้น รัฐบาลจีนบล็อกเว็บไซต์ต่างชาติไปแล้วหลายร้อยแห่ง
อย่างไรก็ดี กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ ที่รัฐบาลจีนอนุมัติไปเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และจะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ น่าวิตกกว่าการบล็อกวีพีเอ็นหลายเท่า เนื่องจากกำหนดให้ข้อมูลของเอกชนทั้งในภาคโทรคมนาคม พลังงาน คมนาคม รวมถึงบริการทางการเงิน ต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐบาลจีน
รัฐบาลยังกำหนดให้เอกชนต้องเก็บข้อมูลของลูกค้าชาวจีนไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ภายในจีน ซึ่งหากต้องการโยกย้ายข้อมูลออกไปนอกประเทศ จะต้องได้รับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแล
ไซเบอร์สเปซของจีนและสภาประชาชนจีนเสียก่อน และเอกชนยังต้องเก็บข้อมูลการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้อย่างน้อย 6 เดือนด้วย
ภายใต้แรงบีบคั้นรอบทิศทางเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เอกชนต่างชาติจะอ่อนแอลง จนต้องยอมแพ้ออกไปจากสมรภูมิแดนมังกรในที่สุด







