
ส่องอดีตญี่ปุ่น มองการศึกษาไทย
เมื่อช่วงหยุดยาวต้นปีที่ผ่านมา ผมและครอบครัวได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น จึงถือโอกาสไปศึกษาประสบการณ์
โดย...ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา
เมื่อช่วงหยุดยาวต้นปีที่ผ่านมา ผมและครอบครัวได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น จึงถือโอกาสไปศึกษาประสบการณ์การปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นเมื่อราว 30-40 ปีก่อน เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในบ้านเรา
ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงน่าสนใจ?
ตั้งแต่มีการประกาศผลการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ประจำปี 2015 ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว นักการศึกษาทั่วโลกก็หันไปมองญี่ปุ่น เนื่องจากในการประกาศผลโดยองค์การโออีซีดีได้มีการเอ่ยถึงญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่น่ายกย่องของโลกจาก 72 ประเทศที่ร่วมสอบ เพราะตัวแทนนักเรียนญี่ปุ่นอายุ 15 ปี ผู้ร่วมสอบในครั้งนี้มีผู้ทำคะแนนได้ระดับสูงสุดมากถึงร้อยละ 15.3 ของประชากรวัย 15 ปีในญี่ปุ่น หรือกล่าวได้ว่า ระบบการศึกษาญี่ปุ่นมีนักเรียนเก่งระดับโอลิมปิกมากถึง 174,335 คน เลยทีเดียว
บางท่านอาจเถียงว่าระบบการศึกษาของสิงคโปร์ไม่เก่งกว่าหรือ มีนักเรียนมากถึงร้อยละ 24 ที่ทำคะแนนได้ในระดับสูง แล้วระบบการศึกษาของอเมริกาหรือจีนที่แม้จะทำได้ร้อยละ 8.5 และ 13.6 ตามลำดับ แต่เมื่อคิดเทียบกับฐานประชากรแล้วมีนักเรียนอายุ 15 ปีในประเทศแล้วมีนักเรียนที่ทำคะแนนได้ในระดับสูงมากถึง 300,156 คน และ 180,717 คน ตามลำดับ แต่องค์การโออีซีดีกลับให้ทัศนะว่าระบบการศึกษาอย่างสิงคโปร์มีขนาดที่เล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดระบบการศึกษาเฉลี่ยทั่วไปของโลก ส่วนระบบการศึกษาของอเมริกาและจีนก็มีฐานประชากรที่ใหญ่มากและมิได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมครบทุกรัฐและเมืองด้วย ดังนั้นเมื่อระบบการศึกษาญี่ปุ่นจึงน่ายกย่องควบคู่ไปกับการจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ทำไมต้องมองย้อนไปถึง 30-40 ปีก่อน?
หนึ่งในรายงานสังเคราะห์ประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่มีผู้ศึกษามากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือรายงานเรื่องการศึกษาของบริษัท แม็คคินซีย์ (2010) ที่จัดกลุ่มระบบการศึกษาออกเป็น 5 กลุ่มตามลำดับการพัฒนา ซึ่งจากการถอดบทเรียนจาก 600 นโยบายย้อนหลังไปถึง 30-40 ปีของการปฏิรูปการศึกษาใน 20 ระบบการศึกษาทั่วโลก พบว่าระบบการศึกษาในแต่ละระดับพัฒนาการจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาด้วยนโยบายเฉพาะที่แตกต่างกันไป การนำการปฏิรูปของระบบการศึกษาระดับ Excellent เช่นนโยบายในปัจจุบันของฟินแลนด์ แม้จะมีความน่าสนใจเพียงใด แต่หากนำมาใช้ในระบบการศึกษาในระดับ Fair หรือ Poor ย่อมไม่เห็นผลใดๆ และเป็นการปฏิรูปที่ไม่ถูกจุด ดังนั้นหากนักปฏิรูปการศึกษาต้องการศึกษากุญแจสู่ความสำเร็จของระบบการศึกษาระดับ Excellent อย่างญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ควรมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของการปฏิรูประบบการศึกษาของเขาเมื่อ 30-40 ปีก่อน เมื่อระบบการศึกษาญี่ปุ่นอยู่ในสถานะ Fair to Good เพื่อนำมาใช้กับประเทศไทยในปัจจุบัน
บทเรียนสำคัญสำหรับการปฏิรูปการศึกษาของไทย
หนึ่งในประสบการณ์การปฏิรูประบบการศึกษาของญี่ปุ่นเมื่อ 40 ปีก่อนที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ระบบการศึกษาไทยกำลังดำเนินการอยู่ คือนโยบายถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการการศึกษาจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค หรือการจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT) ของเขา ซึ่ง 1 กระทรวงดูแลงานเทียบเท่า 4 กระทรวงบ้านเรา ผู้กำกับดูแลนโยบายการศึกษาของชาติได้ถ่ายโอนอำนาจการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับภูมิภาคให้แก่คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดและคณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่น ประกอบด้วยคณะกรรมการเพียง 5-6 คน ที่แต่งตั้งโดยผู้นำท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่ ซึ่งได้รับการเห็นชอบโดยสภาท้องถิ่น ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยมี Superintendent ซึ่งเสนอชื่อโดยคณะกรรมการการศึกษาเป็นผู้จัดการของฝ่ายเลขาคณะกรรมการการศึกษา
บทบาทหน้าที่และแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง MEXT และคณะกรรมการการศึกษาถูกกำหนดโดย Local Education Administration Law (1956) ซึ่งมีการแก้ไขทุกๆ 5-10 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยกระทรวงศึกษาได้ถ่ายโอนอำนาจที่สำคัญหลายประการมาให้คณะกรรมการการศึกษา อาทิ เรื่องการกำกับดูแลการบริหารสถานศึกษาในท้องถิ่น ทั้งด้านกายภาพ ด้านวิชาการ ด้านการดูแลนักเรียน
นี่เป็นเพียงหนึ่งในการปฏิรูประบบการศึกษาของญี่ปุ่นที่เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน ที่มิได้มีดีแต่เพียงเรื่องของความเป็นเลิศทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังคงได้รับการยอมรับในเรื่องการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไว้ให้เด็กเยาวชนคนรุ่นหลังได้อย่างยั่งยืนครับ







