
ของเมาที่เป็นยากับสันทนาการที่ฆ่าคน
ไม่กี่วันก่อนผมดูคลิปอดีตตำรวจอเมริกันป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน ร่างกายสั่นจนควบคุมตัวเองแทบไม่ไหว
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ไม่กี่วันก่อนผมดูคลิปอดีตตำรวจอเมริกันป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน ร่างกายสั่นจนควบคุมตัวเองแทบไม่ไหว แต่พอลองกัญชาสักเล็กน้อย อาการสั่นเป็นเจ้าเข้าหายไปในเวลาอันรวดเร็วแค่ 1.40 กว่านาที กลับมาพูดได้จนเกือบปกติ สีหน้ามีความสุขมาก (แหงล่ะ)
ใครสนใจเรื่องนี้ โปรดดูคลิปประกอบเรื่องที่ชื่อ Ex-Cop Larry Smith Treats Parkinson’s with ใน YouTube
ถึงจะไม่ใช่สิงห์นักสูบแต่ผมตามเรื่องสรรพคุณทางยาของกัญชามานานแล้ว เริ่มจากดูสารคดีของสำนักข่าว Vice เรื่อง เด็กน้อยป่วยเป็นมะเร็ง พ่อแม่ตัดสินใจปลูกกัญชาไว้ในสวนเพื่อให้ลูกใช้ลดความเจ็บป่วย ซึ่งแม้จะรักษามะเร็งไม่ได้แต่ช่วยลดความทรมานได้มาก และถูกอย่างเหลือเชื่อ ปัญหาก็คือมันผิดกฎหมาย และคงไม่ถูกใจบริษัทยาใหญ่ๆ
ตำรวจที่ชื่อ แลร์รี่ สมิธ (Larry Smith) ก็เหมือนกัน กัญชาช่วยให้เขามีอาการเกือบเหมือนปกติ ไม่ต้องแบกรับบิลค่ายาเดือนละหลายพันดอลลาร์ (จ่ายให้กัญชาแค่เดือนละ 40 ดอลล์) ปัญหาคือกัญชาเพื่อการรักษายังคลุมเครือเรื่องกฎหมาย บางรัฐอนุมัติให้ใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่รัฐบาลกลางยังไม่ยอมรับ ทำให้ภรรยาของสมิธกังวลเรื่องทำผิดอาญาบ้านเมือง แถมสามียังเคยเป็นตำรวจซะด้วย
เวลาจะรักษาต้องข้ามไปอีกรัฐ เพราะรัฐที่พวกเขาอยู่ยังไม่อนุญาต สมิธขุ่นเคืองเรื่องนี้มาก
วันนี้ผมอ่านบทความเรื่อง Kratom (กระท่อมนั่นแหละ) ของ Munchies (สาขาของสำนักข่าว Vice) ที่อเมริกามีร้านขายน้ำท่อมกันแล้ว กินอย่างชาเป็นอย่างยาลดความเครียด ก่อนหน้านี้ยังเชื่อกันว่าน่าจะมาช่วยแก้ปัญหาการระบาดเรื้อรังของยาเสพติดพวกสารสังเคราะห์ที่อันตรายมหันต์ แต่ Kratom จาก Thailand เจอตอเรื่องกฎหมายเหมือนกัน
ผมมานึกๆ ดูรัฐห้ามกัญชากับกระท่อมก็ไม่แปลก เพราะถ้าใช้มากเกินไป กัญชาทำให้คุณเป็นไอ้บ้ากัญชาจนสมองเฟอะฟะได้ เช่นเดียวกับกระท่อม ที่พูดมานี่เคยได้ยินเรื่องผลเสียของการเสพกัญชากับกระท่อมเกินพิกัดมากับตัวแล้ว
แต่ถ้าใช้เป็นยา ผมว่ามันจะมีคุณไม่น้อยต่อคนป่วย ถ้ารัฐยังกลัวก็ตั้งเงื่อนไขเข้มงวดสักหน่อย ส่วนการสูบเอามันในวงกว้างอย่างบุหรี่ผมไม่เห็นด้วย มันมีผลเสียมากกว่าผลดี
เรื่องนี้นึกถึงพ่อหนุ่มนักหมักเบียร์โด่งดังที่ถูกจับค้าโรงหมักส่วนตัว จนเป็นประเด็นเมื่อสักเดือนก่อน ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะยกเลิกกฎหมายผูกขาดเหล้าเบียร์
ผมฟังสัมภาษณ์เขาในประเด็นนี้ เจ้าตัวบอกว่าแรงบันดาลใจจากการหมักเบียร์มาจากความคิดที่ไม่อยากให้คนไทยตายเร็วเพราะเหล้าเบียร์คุณภาพต่ำ และเสพกันอย่างไม่บันยะบันยัง
แน่ล่ะ รัฐห้ามคนกินเหล้าไม่ได้ ใครคิดว่าทำได้ลองดูตัวอย่างจากยุคปราบสุราของอเมริกา (The Prohibition Era) ดูเถิด เมื่อห้ามไม่ได้ก็ควรจะอนุญาตให้พวกเขามีชีวิตยืนยาวอีกสักนิดด้วยน้ำเมาที่คุณภาพดีแต่ไม่แพง แต่วันนี้ผมเลิกดื่มมาหลายปีแล้ว และไม่ขอสนับสนุนการเสพน้ำเมาในแง่สันทนาการด้วยเหตุผลทางความเชื่อ
แต่ถ้าคนกินเหล้าเขาอยากมีอายุยืนๆ ผมว่ารัฐก็ควรเห็นใจเขาบ้าง อย่างน้อยทางการยังสามารถประหยัดค่ารักษาพยาบาลคนป่วยเพราะเสพเหล้าคุณต่ำได้ไม่น้อย
แต่บ้านเรามักทำอะไรกำกวม รังเกียจภาษีบาปและหาทางกอบโกยเงินจากความผิดบาปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เป็นความลักลั่นที่สุดในทางจริยธรรม (แต่อาจจะชาญฉลาดในทางรัฐศาสนศาสตร์)
นี่ผมพูดในฐานะคนไม่ส่งเสริมการสูบกัญชาและเสพสุรานะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าคนไทยค่อนข้างดื่มและสูบอย่างไร้ความรับผิดชอบ เพราะมีดีเอ็นเอของการรักสนุกโดยไม่ต้องยี่หระกับอะไรทั้งสิ้น ทำให้เข้าทางรัฐในการควบคุม รัฐเองก็ได้ประโยชน์จากการผูกขาด เป็นทายาทของนโยบายผูกขาดทางธุรกิจ และการเกื้อหนุนระบอบกงสีที่สืบทอดมาตั้งแต่พรีโมเดิร์น โดยใช้คำว่า “เมืองพุทธ” มา
กลบเกลื่อน และเป็นการใช้คำว่า “เมืองไทยเมืองพุทธ” อย่างมือถือสากปากถือศีลเสียด้วย
ถ้าบ้านเมืองเราจะควบคุมการสูบ (กัญชา) การเคี้ยว (กระท่อม) และการดื่ม (สุรา) ผมแนะนำว่าพึงใช้ระเบียบสังคมห้าม อย่างในเมียนมา คุณจะกินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เพราะคนที่นั่นเป็นพุทธที่เคร่งครัด ใครทำผิดศีลธรรมอันดีงามจะถูกมองว่าเป็นพวกไม่พึงประสงค์เอาง่ายๆ
จริยธรรมพื้นฐานของชาวพุทธคือ ศีล 5 แต่น้อยคนจะทราบว่าศีลข้อ 5 ว่าด้วยสุราเมรัย มีนัยครอบคลุมถึงสารเสพติด และสิ่งที่ทำให้เกิดอาการมึนเมา ทำลายสติสัมปชัญญะ ดังนั้นชาวพุทธที่แท้จริงจะไม่เพียงรังเกียจการดื่มสุราเพื่อความสนุก แต่ยังไม่แกะกัญชาและยาเมาอื่นๆ
แต่ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ดูสถานการณ์ หากจำเป็นต้องดื่มสุราเป็นยาหรืออาหารโดยไม่ขาดสติก็พึงทำได้ เช่นเดียวกับกัญชาและสารเสพติดอื่นๆ หากไม่ได้มีเจตนา “เอามัน” ก็สามารถใช้ได้ในฐานะเภสัช โดยไม่ผิดศีล
นึกถึงถ้อยคำของ เซซาร์ กาบิเรีย อดีตประธานาธิบดีโคลอมเบีย ที่แสดงทัศนะผ่านทางหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ในบทความที่ชื่อ President Duterte Is Repeating My Mistakes (ประธานาธิบดีดูเตอร์เตกำลังซ้ำรอยความผิดพลาดของผม) เพื่อแนะนำนโยบายปราบปรามยาเสพติดของผู้นำฟิลิปปินส์ว่า การต่อสู้กับยาเสพติดไม่ได้มีแค่การจัดการกับอาชญากรเท่านั้น แต่ต้องแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ การให้บริการสาธารณสุขที่ครอบคลุม เพิ่มโทษผู้กระทำผิดในคดีคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการฟอกเงินและลงทุนในการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น
กาบิเรีย ยังเชื่อมั่นว่า การเปิดเสรีสารเสพติดบางประเภทภายใต้การดูแลของรัฐ เพื่อใช้ในด้านการแพทย์และการสันทนาการ จะช่วยลดปัญหาการแพร่กระจายของยาเสพติดที่ผลิตโดยพวกแก๊งใหญ่ๆ และแก้ปัญหาผู้เสพจนติดงอมแงมเสียผู้เสียคนได้







