
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (85)
นอกจากการดำเนินการเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาระบบโปรแกรม อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับคนพิการแล้ว
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
นอกจากการดำเนินการเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาระบบโปรแกรม อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับคนพิการแล้ว เพื่อให้คนพิการสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการยังได้จัดให้มีกิจกรรมเสริมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการนำคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่คนพิการ อาทิ การอบรมบุคลากรเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมนักเรียนพิการในการเรียนร่วมเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล การสนับสนุนการพัฒนาหนังสือเสียง (สื่อมัลติมีเดีย) ในระบบ DAISY (Digital Accessible Information System) สำหรับผู้พิการทางการมองเห็น รวมทั้งการจัดการเครื่องอ่านหนังสือเสียงให้กับโรงเรียน องค์กรของคนตาบอด และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่หน่วยงานที่ได้รับเครื่องอ่านหนังสือเสียง อันก่อให้เกิดประโยชน์และช่วยเหลือคนพิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อทรงช่วยเหลือคนพิการแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริว่าเด็กป่วยที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานๆ นอกจากจะรู้สึกเบื่อหน่ายแล้วยังทำให้ต้องขาดเรียน และเมื่อกลับไปโรงเรียนก็จะเรียนตามเพื่อนๆ ไม่ทัน จึงทรงแนะนำให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์และโปรแกรมช่วยสอนเข้าไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างโอกาสในการศึกษาแก่เด็กป่วยในโรงพยาบาล จึงเป็นที่มาของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล ภายใต้โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ดังพระราชดำรัสในการปาฐกถาเรื่องการศึกษาของผู้ด้อยโอกาส เนื่องในงานวันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 15 ประจำปี 2544 วันที่ 22 พ.ย. 2544 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ความตอนหนึ่งว่า
“...เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลหลายแห่งมีโครงการให้เด็กป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลได้เรียนหนังสือ นำครูซึ่งส่วนใหญ่มาจากการศึกษานอกโรงเรียนมาสอน ปัจจุบันมีอุปกรณ์การสอนหลายอย่างจะช่วยให้ครูที่มีอยู่ไม่กี่คนสามารถสอนเด็กได้หลายระดับ การจัดการศึกษาให้คนป่วยในโรงพยาบาลนั้นยาก เพราะบางคนสภาพร่างกายไปไม่ไหว เรียนไม่ได้... ตอนที่มีครูไปสอนคอมพิวเตอร์ก็พอจะได้ผล...”
“ห้องเรียนเพื่อเด็กป่วย” ได้เปิดดำเนินการนำร่องครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยในปี 2538 และขยายเพิ่มเติมไปยังโรงพยาบาลอีก 3 แห่ง คือ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีในปี 2540 โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในปี 2541 โดยแต่ละโรงพยาบาลจะจัดหาพื้นที่เพื่อทำเป็นห้องเรียนสำหรับเด็กป่วย และมีครูจากกระทรวงศึกษาธิการมาช่วยจัดการเรียนการสอน ในกรณีโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเด็กจำนวนมาก และมีงบประมาณเพียงพอ อาจจ้างครูพิเศษมาช่วยสอนและดูแลการเรียนของเด็กเพิ่มเติม
ในส่วนของเนื้อหาที่สอน ถ้าเป็นเด็กเล็ก นอกจากหนังสือนิทานแล้ว ยังใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อการสอน โดยมี CAI (Computer-Aided Instructiion) หรือบทเรียนช่วยสอนที่บรรจุเนื้อหาลงในแผ่นซีดีเป็นสื่อที่สำคัญ ครูอาจเปิด CAI ประกอบการเล่านิทาน หรือให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขในลักษณะเหมือนการเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งกรณีที่เด็กคนนั้นไม่สามารถเดินทางมาเรียนที่ห้องเรียนได้จะมีครูไปเดินสอนตามเตียงผู้ป่วย
ผลที่ได้คือ ในทุกวันจะมีเด็กป่วยเป็นจำนวนมากเดินมาห้องเรียน บางคนมาพร้อมสายน้ำเกลือติดอยู่กับตัว มารวมกันรอเวลาที่จะได้เล่นคอมพิวเตอร์ และได้ฟังคุณครูเล่านิทานอย่างมีความสุข อันเป็นการเยียวยาจิตใจไปด้วยอีกทางหนึ่ง และเมื่อบุตรหลานที่เจ็บป่วยมีความสุขญาติๆ ของเด็กป่วยเหล่านี้ก็พลอยมีความสุข และลดความเครียดจากความกังวลได้
ในกรณีของเด็กโตที่ป่วย แม้จะต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน แต่ยังคงต้องกลับไปเรียนหนังสือ ดังนั้นวิชาที่ครูมาช่วยสอนให้ที่โรงพยาบาลจะมีความเข้มข้นตามระดับชั้นเรียน เพื่อว่าเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วจะสามารถเข้าเรียนต่อได้ทันเพื่อนๆ ซึ่งรายที่ป่วยนานไม่สามารถกลับไปสอบได้ทัน ยังสามารถทำการสอนที่โรงพยาบาล หรืออาจจะให้ครูที่โรงพยาบาลประเมินผลการเรียนของเด็กและส่งต่อไปยังโรงเรียนก็ได้ ดังนั้นเด็กป่วยบางรายแม้จะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ก็สามารถเลื่อนชั้นเรียนได้เหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยหรือชั้นเรียนเดียวกัน
มีหลายๆ กรณีที่พบว่าครูเป็นตัวจักรสำคัญในการเยียวยาจิตใจของเด็ก เป็นคนที่เด็กให้ความไว้วางใจมากกว่าแพทย์หรือพยาบาลที่ทำการรักษา เช่นในกรณีของเด็กหญิงชาวมอญคนหนึ่งที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี เมื่อหลายปีก่อนผู้ที่ไปติดตามโครงการเล่าว่า “เด็กคนนี้เมื่อแรกมาไม่ยอมคุยกับใครเลย อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ จนกระทั่งได้เรียนห้องเรียนนี้เกิดความสนิท ความไว้ใจครู ครูจึงกลายเป็นพี่เลี้ยงที่คอยตะล่อมให้กินยา และทำหน้าที่สอนหนังสือจากที่อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ จนสามารถสะกดคำไทยได้บางคำ”
โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การสอนหนังสือ แต่เป็นการเยียวยาจิตใจให้แก่เด็กป่วย ซึ่งส่งผลที่น่าพอใจต่อประสิทธิผลของการรักษาอีกด้วย ในปี 2557 มีการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลในโครงการจาก 4 แห่ง เป็น 26 แห่ง ซึ่งกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นำโครงการนี้ไปขยายผลต่อ โดยเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลปีละประมาณ 3-5 โรงพยาบาล ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน







